bitkub-banner

JPMorgan ชี้ร่างกฎหมายคริปโต Clarity Act อาจผ่านสภาไม่ทันปีนี้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • JPMorgan สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกประเมินว่าร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตของสหรัฐฯ หรือ Clarity Act อาจมีเวลาไม่พอกับการพิจารณาให้ผ่านสภาภายในปีนี้ เนื่องจากปฏิทินของสภาคองเกรสเริ่มกระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
  • แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภามาได้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม แต่การจะประกาศใช้จริงยังต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน ทั้งการโหวตให้ได้ 60 เสียงในวุฒิสภา การปรับลดข้อขัดแย้งกับสภาผู้แทนราษฎร และการลงนามโดยประธานาธิบดี
  • ประเด็นขัดแย้งหลักที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้คือการจัดการกับผลตอบแทน (Yield) ของ Stablecoin โดยฝั่งธนาคารพาณิชย์ต้องการให้สั่งห้ามจ่ายดอกเบี้ยแบบ Passive เพื่อป้องกันไม่ให้ Stablecoin กลายสภาพมาเป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากที่เข้ามาแข่งกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

การชะลอตัวของกระบวนการทางกฎหมายในสหรัฐฯ อาจทำให้อุตสาหกรรมคริปโตต้องอยู่กับความไม่ชัดเจนต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดรับรู้มาระดับหนึ่งแล้วและไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาในกระดานซื้อขายในทันที

JPMorgan ระบุในรายงานฉบับวันพุธที่นำทีมวิเคราะห์โดย Nikolaos Panigirtzoglou ว่าหน้าต่างเวลาทางกฎหมายสำหรับการผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต หรือ Clarity Act ได้แคบลงอย่างมากจากการใกล้เข้ามาของการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ความคืบหน้าในการปฏิรูปโครงสร้างกฎระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัลในปีนี้ต้องถูกเลื่อนออกไป

ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกยกให้เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญสูงสุดของอุตสาหกรรมคริปโต เนื่องจากจะเป็นกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลระดับรัฐบาลกลางที่ครอบคลุมเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ซึ่งกลุ่มผู้สนับสนุนมองว่าจะช่วยยุติความคลุมเครือที่มีมาอย่างยาวนานว่าคริปโตเคอร์เรนซีควรอยู่ภายใต้การดูแลของ SEC หรือ CFTC และเปลี่ยนผ่านจากการบังคับใช้กฎหมายแบบรายคดี (Regulation-by-enforcement) ไปสู่การมีกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับผู้ประทับตราเหรียญ กระดานเทรด และนักลงทุน ซึ่งความชัดเจนนี้จะช่วยเปิดประตูให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้ามามีส่วนร่วม และรักษาเม็ดเงินรวมถึงธุรกิจคริปโตไม่ให้ไหลออกไปสู่นอกประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะเห็นกฎหมายนี้บังคับใช้ภายในปีนี้เริ่มลดลงเนื่องจากขั้นตอนที่เหลืออยู่ยังต้องใช้เวลาอีกมาก รวมถึงแรงต้านที่เพิ่มขึ้นจากฝั่งอุตสาหกรรมการธนาคาร โดยจุดชนวนความขัดแย้งหลักอยู่ที่เรื่องการจ่ายผลตอบแทนของ Stablecoin ซึ่งนักวิเคราะห์ของ JPMorgan อธิบายว่า ตัวกฎหมายมีเจตนาที่จะสั่งห้ามการให้ผลตอบแทนแบบ Passive Yield หรือการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ที่ถือครอง Stablecoin ไว้เฉยๆ แต่จะอนุญาตให้สิทธิประโยชน์ที่ผูกกับกิจกรรม (Activity-based rewards) เช่น การชำระเงิน การทำธุรกรรม หรือโปรแกรมสะสมแต้มทำได้ ทว่าภาษาที่ใช้ในร่างกฎหมายปัจจุบันยังไม่ได้ระบุข้อห้ามเรื่องการจ่ายดอกเบี้ยบนยอดเงินคงเหลือไว้อย่างชัดเจนเท่ากับที่ผู้กำหนดนโยบายเคยส่งสัญญาณไว้

ความแตกต่างในจุดนี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเพราะเป็นตัวกำหนดว่า Stablecoin จะสามารถทำหน้าที่แทนเงินฝากของธนาคารได้หรือไม่ โดยฝั่งธนาคารพาณิชย์ได้พยายามผลักดันให้มีการจำกัดข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้นเนื่องจากผู้ให้บริการ Stablecoin ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านการประกันเงินฝาก การตรวจสอบ และการกำกับดูแลที่เข้มงวดเหมือนกับสถาบันการเงิน ในขณะที่ฝั่งบริษัทคริปโตต้องการความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนเพื่อดึงดูดผู้ใช้ ซึ่งข้อพิพาทนี้ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนกฎหมาย

หากท้ายที่สุดแล้วฝ่ายนิติบัญญัติเลือกที่จะสั่งห้ามการจ่าย Passive Yield บน Stablecoin อย่างมีประสิทธิภาพ ทาง JPMorgan คาดการณ์ว่ากระแสเม็ดเงินคริปโตที่จอดพักไว้เฉยๆ จะไหลบ่าเข้าสู่สินทรัพย์ประเภทพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบโทเคน (Tokenized Treasuries) กองทุนรวมตลาดเงินดิจิทัล และเงินฝากในรูปแบบโทเคน (Tokenized Deposits) อย่างรวดเร็ว ซึ่งแม้ผลลัพธ์นี้อาจสร้างความผิดหวังให้กับบริษัทคริปโตที่ต้องการผลักดัน Stablecoin แบบมีดอกเบี้ย แต่ตัวกฎหมายก็ยังเปิดช่องให้กับการให้รางวัลตามกิจกรรมอยู่ดี

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าการเลื่อนพิจารณากฎหมาย Clarity Act ออกไปเพราะปม Stablecoin สะท้อนให้เห็นว่าระบบการเงินดั้งเดิมของสหรัฐฯ กำลังกลัวการเข้ามาดิสรัปต์ของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ ถ้า Stablecoin สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการกำกับดูแลที่หนักหนาเท่าธนาคาร เม็ดเงินฝากมหาศาลในโลก Web2 ย่อมพร้อมที่จะไหลเข้าสู่ Web3 ทันที ซึ่งในมุมของนักลงทุน แม้การชะลอตัวนี้จะดูน่ารำคาญใจ แต่เทรนด์การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้อยู่ในรูปดิจิทัลหรือ RWA อย่างพวก Tokenized Treasuries กำลังเติบโตขึ้นมารองรับเม็ดเงินเหล่านี้แทนแล้ว ดังนั้นในระยะสั้น ตลาดอาจจะขาดปัจจัยเร่งจากฝั่งกฎหมายสหรัฐฯ ไปบ้าง แต่ในระยะยาว ทิศทางของการโยกย้ายเม็ดเงินสถาบันเข้าสู่บล็อกเชนยังคงดำเนินต่อไปและไม่สามารถหยุดยั้งได้ครับ