สรุปข่าว
- จิม เครเมอร์ พิธีกรการเงินชื่อดัง โพสต์ถามสนั่นโซเชียล “ใครเป็นคนฆ่าบิตคอยน์?” หลังราคาดิ่งหลุดระดับ 64,000 ดอลลาร์ จากเอฟเฟกต์การแบ่งขายเหรียญของยักษ์ใหญ่อย่าง Strategy
- เผยตัวเลขพอร์ตลงทุนบริษัท Strategy ที่เผชิญยอดขาดทุนทางบัญชีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทะลุ 10,805 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ภาพรวมพอร์ตที่สะสมมานาน 6 ปี ติดลบไปแล้ว 17%
- หุ้น MSTR ร่วงยับกว่า 77% จากจุดสูงสุดตลอดกาล นักลงทุนเริ่มตั้งข้อกังขาว่าแรงซื้อผลักดันราคาบิตคอยน์ในอดีตอาจไม่ได้เกิดจากความต้องการตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการไล่ซื้อของสถาบันรายเดียว
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish
การออกมาเคลื่อนไหวส่งสัญญาณเชิงลบของ จิม เครเมอร์ บวกกับตัวเลขพอร์ตติดลบมหาศาลระดับหมื่นล้านดอลลาร์ของ Strategy ถือเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ซ้ำเติมจิตวิทยาตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในระยะสั้น
ราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 64,000 ดอลลาร์ หลังจากที่บริษัท Strategy ที่นำโดย Michael Saylor เปิดเผยว่า ได้ทำการขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC ออกมาเมื่อวันจันทร์
แม้จำนวน Bitcoin ที่เทขายออกมาจะถือว่า น้อยมากเมื่อเทียบกับการถือครองทั้งหมดของบริษัท แต่ตลาดกลับตอบสนองอย่างรุนแรง เพราะ Strategy ถูกมองว่า เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของโลกมาโดยตลอด
Jim Cramer พิธีกรชื่อดังจาก CNBC และอดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ได้โพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X กล่าวถึง การเทขาย Bitcoin ของ Strategy ที่ทำให้นักลงทุนคริปโตจำนวนมากเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ด้วยข้อความว่า Who murdered Bitcoin? หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “ ใครเป็นคนฆ่าบิตคอยน์ ?”
ซึ่งในโพสต์ดังกล่าวมีข้อมูลที่ระบุว่า MicroStrategy ($MSTR) กำลังเผชิญกับยอด “ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท สูงถึง -10,805 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 352,465 ล้านบาท)
พูดง่ายๆ ก็คือ หลังจากที่กว้านซื้อ Bitcoin ติดต่อกันมานานถึง 6 ปี ตอนนี้พอร์ตของบริษัทติดลบไปแล้ว -17% และตั้งแต่ Strategy ตัดใจเทขาย Bitcoin ไป 32 BTC ที่ราคา 77,135 ดอลลาร์ต่อเหรียญ หลังจากนั้นมูลค่าพอร์ตของบริษัทก็ดิ่งลงเรื่อยๆ จนขาดทุนไปแล้วกว่า -1.18 หมื่นล้านดอลลาร์
สถานการณ์นี้ทำให้ราคาหุ้นของ Strategy ($MSTR) ร่วงลงมาแล้ว -77% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์
Jim Cramer ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Strategy ช่วยพยุงราคา Bitcoin เอาไว้และเปรียบบริษัทว่า เป็นเหมือน “แทรมโพลีน” ของ Bitcoin หรือเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยให้ราคา Bitcoin สามารถดีดตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
การเทขายครั้งนี้ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า ราคาสูงสุดในอดีตของ Bitcoin เกิดจากอุปสงค์ตามธรรมชาติจริง ๆ หรือเกิดจากการซื้อสะสมอย่างต่อเนื่องของ Saylor กันแน่
มุมมองผู้เขียน : การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ซึ่งเคยประกาศกร้าวว่าจะกอดเหรียญบิตคอยน์เอาไว้แน่นโดยไม่มีวันขาย กลับยอมกลืนน้ำลายตัวเองด้วยการตัดสินใจเทขาย สิ่งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาตลาด ถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายอื่น ๆ ลงไป ซึ่งภาพจำในอดีตที่ทุกคนเคยเชื่อมั่นว่า Michael Saylor จะทำหน้าที่เป็นเหมือน “เบาะคอยรับแรงกระแทก” และเป็นแนวรับสุดท้ายที่จะช่วยพยุงให้ราคา Bitcoin ดีดกลับขึ้นไปได้ บัดนี้ได้พังทลายลงไปเรียบร้อยแล้ว

