สรุปข่าว
- ตำรวจเกาหลีใต้บุกตรวจค้น Bithumb ระหว่างสอบสวนข้อกล่าวหาเล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานลูกชายนักการเมือง สส.คิม บยอง-กี
- การสอบสวนขยายวงไปถึง Dunamu ผู้ให้บริการ Upbit หลังมีข้อสงสัยว่า มีการใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ด้านการจ้างงาน
- คดีเกิดขึ้นในช่วงที่ Bithumb กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลเรื่องมาตรการป้องกันการฟอกเงินและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ตำรวจเกาหลีใต้เข้าตรวจค้นกระดานเทรดคริปโต Bithumb เพื่อสอบสวนข้อกล่าวหาว่า สส. คิม บยอง-กี อาจใช้อิทธิพลทางการเมืองช่วยให้ลูกชายได้งานในบริษัทคริปโต โดยการสืบสวนได้ขยายวงไปถึง Dunamu เจ้าของกระดานเทรด Upbit ด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีการเอื้อประโยชน์หรือใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Bithumb ถูกจับตาจากหน่วยงานกำกับดูแลอยู่แล้ว หลังเคยถูกปรับกว่า 24.5 ล้านดอลลาร์จากปัญหา KYC และ AML ทำให้ชื่อของ Bithumb กลับมาอยู่ในกระแสและถูกจับตาจากทั้งภาครัฐ นักลงทุน และสาธารณชนอีกครั้ง
Bithumb หนึ่งในกระดานเทรดคริปโตรายใหญ่ของเกาหลีใต้ กำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่หลังตำรวจบุกค้นสำนักงานใหญ่เพื่อสอบสวนข้อกล่าวหาว่า นักการเมือง สส.คิม บยอง-กี อาจใช้อิทธิพลทางการเมืองช่วยให้ลูกชายได้งานในบริษัทคริปโต
สื่อข่าวท้องถิ่น News1 รายงานว่า ลูกชายของคิมเริ่มทำงานกับ Bithumb ในเดือนมกราคม 2025 และทำงานอยู่ราว 6 เดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ากระบวนการรับเข้าทำงานดังกล่าวเป็นไปตามปกติ หรือมีการให้สิทธิพิเศษจากผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง

การสอบสวนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กระดานเทรด Bithumb เท่านั้น แต่ยังขยายวงไปถึง Dunamu ผู้ให้บริการกระดานเทรด Upbit ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่ในประเทศ
ตามรายงานระบุว่า ในช่วงที่คิมดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการกิจการการเมืองของรัฐสภา เขาเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับ Dunamu ซ้ำหลายครั้งระหว่างการประชุม จนเกิดข้อสงสัยว่า อาจมีความพยายามใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่ลูกชายของตนมีความเกี่ยวข้อง
ปัจจุบันตำรวจได้เรียกตัวคิมเข้าสอบปากคำหลายรอบแล้ว และกำลังพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่
การเข้าตรวจค้นครั้งล่าสุด เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Bithumb กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้อยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ บริษัทถูกสั่งปรับกว่า 24.5 ล้านดอลลาร์ จากข้อบกพร่องด้านการยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC) และมาตรการป้องกันการฟอกเงิน (AML) พร้อมคำสั่งระงับบริการบางส่วนเป็นเวลา 6 เดือน แม้ภายหลังศาลจะมีคำสั่งชะลอการบังคับใช้บทลงโทษดังกล่าวไว้ชั่วคราวระหว่างการอุทธรณ์ก็ตาม
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงยิ่งทำให้ Bithumb ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งจากภาครัฐ นักลงทุน และสังคมเกาหลีใต้
มุมมองผู้เขียน: แม้คดีนี้จะยังไม่ได้กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ Bithumb โดยตรง แต่หากผลการสอบสวนพบการใช้อิทธิพลหรือความเชื่อมโยงที่ไม่เหมาะสมจริง ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันที่ซ้ำเติมความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมคริปโตในเกาหลีใต้ในระยะต่อไป
- ที่มาข่าว:cointelegraph
- ที่มาภาพ:cryptoeconomy
