สรุปข่าว
- โดนัลด์ ทรัมป์ เผย อิสราเอลและอิหร่านตกลงหยุดโจมตีกันชั่วคราวอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หลังการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล
- ข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย และอาจได้ข้อสรุปภายในไม่กี่วันข้างหน้า
- หากการเจรจาสำเร็จ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อาจกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า อิสราเอลและอิหร่านได้ตกลงหยุดโจมตีกันชั่วคราวอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หลังการหารือกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ขณะเดียวกันการเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านก็ใกล้ได้ข้อสรุปมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ภายใน 2-3 วัน หากดีลสันติภาพสำเร็จลุล่วง
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยล่าสุดว่า อิสราเอลและอิหร่านได้ตกลงที่จะยุติการโจมตีกันเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หลังจากที่เขาได้หารือกับ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ตามรายงานจากสื่อข่าว Al Jazeera
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า อิสราเอลตอบโต้หลังจากถูกโจมตีก่อน แต่ในเวลานี้ทั้งสองฝ่ายได้ยุติการปะทะชั่วคราวแล้ว และมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า ข้อตกลงฉบับใหม่จะไม่เปิดทางให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมคาดการณ์ว่า ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จะกลับมาเปิดให้สัญจรได้ภายใน 2-3 วัน หากการเจรจาประสบความสำเร็จ
ทรัมป์ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่พบอุปสรรคสำคัญใดที่ขัดขวางการเจรจา แม้ว่าก่อนหน้านี้ประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ สินทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัด และความขัดแย้งในเลบานอน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การพูดคุยล่าช้าออกไปก็ตาม
เขายังกล่าวอีกว่า การใช้แนวทางทางการทูตให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้กำลังทหาร โดยเตือนว่า หากเกิดการโจมตีครั้งใหม่ ไม่เพียงแต่จะสร้างความสูญเสียต่อชีวิตผู้คนจำนวนมาก แต่ยังอาจทำให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เศรษฐกิจโลก และต้นทุนพลังงานในหลายประเทศ
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาคือ ข้อตกลงสันติภาพจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้สำเร็จ เรื่องนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนให้ทั้งตลาดหุ้นและตลาดคริปโตกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะสั้น
ที่มา: Dawn, Theguardian

