bitkub-banner

เจาะมุมมอง ดร.วิทย์ และกูรูเทคฯ AI คือโอกาสหรือจุดจบของมนุษยชาติ?  

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • รายการ ถกไม่เถียง EP พิเศษ จัดเวทีดีเบตครั้งสำคัญในงาน Marketing Summit 2026 ภายใต้หัวข้อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ 
  • รายการเป็นกันประชันมุมมองระหว่างตัวแทนฝั่ง AI ได้แก่ คุณกษิดิศ สตางค์มงคล และ อภิรัตน์ หวานชะเอม ร่วมดีเบตกับตัวแทนฝั่งมนุษย์อย่าง ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
  • โดยสรุปแล้วทั้งพิธีกรและผู้เข้าร่วมงานต่างเห็นพ้องตรงกันว่ามนุษย์ยังคงมีความสำคัญมากกว่า และมองว่า AI จะเป็นโอกาสในการยกระดับทักษะในการทำงาน

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

รายการ ถกไม่เถียง EP พิเศษ ณ งาน Marketing Summit 2026 ได้จัดเวทีเสวนาครั้งสำคัญเพื่อหาคำตอบว่า AI จะเป็นเครื่องมือยกระดับศักยภาพหรือเป็นจุดจบในการแย่งงานของมนุษยชาติ ซึ่งในท้ายที่สุดวิทยากรทุกคนต่างเห็นตรงกันว่ามนุษย์ไม่ควรต่อต้าน AI แต่ต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานอย่างรู้เท่าทันโดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณและความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับผลโหวตของผู้ชมในฮอลล์ที่ยังคงเชื่อมั่นในพลังของมนุษย์และชี้ชัดว่า AI ในปี 2026 คือโอกาสครั้งใหญ่สำหรับผู้ที่พร้อมปรับตัว

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ ก้าวเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต คำถามระดับโลกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันมากที่สุดในยุคนี้คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “สรุปแล้วเทคโนโลยีนี้จะมาช่วยยกระดับความสามารถของเรา หรือจะมาแย่งงานและกลายเป็นจุดจบของมนุษย์?” 

ประเด็นนี้ถูกนำมาถกเถียงกันอย่างดุเดือดในรายการ “ถกไม่เถียง” EP พิเศษ ณ งาน Marketing Summit 2026 โดยมีตัวแทนฝั่ง AI คือ คุณทอย (กษิดิศ สตางค์มงคล) และ คุณอาร์ท (อภิรัตน์ หวานชะเอม) ประชันมุมมองกับตัวแทนฝั่งมนุษย์ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ภายใต้การดำเนินรายการของ คุณทิน โชคกมลกิจ พิธีกรชื่อดัง

เพราะมนุษย์ขี้เกียจ นวัตกรรมจึงบังเกิด 

ในช่วงต้นของรายการ คุณทินได้เปิดประเด็นได้อย่างน่าสนใจว่า แท้จริงแล้วความขี้เกียจคือ สัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ สิ่งนี้เองที่เป็นจุดกำเนิดของการคิดค้นนวัตกรรมตั้งแต่ยุคหินที่มนุษย์สามารถสร้างล้อขึ้นมา เรื่อยมาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ในปัจจุบันเราได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว แค่เอ่ยปากสั่งให้ AI ทำงานแทน 

แต่ความสะดวกสบายเหล่านี้มีราคาที่ต้องจ่าย นั่นคือปัญหาด้านสุขภาพร่างกาย รวมถึงสมองที่ถดถอยลงจากการที่ความสามารถในการคิดเชิงลึกไม่ได้ถูกใช้ ดังนั้นสุดท้ายแล้ว AI จะมาช่วยยกระดับความสามารถของเรา หรือจะมาแทนที่กันแน่

หาก AI เขียน “จดหมายรัก” ความรู้สึกของมนุษย์จะยังมีค่าอยู่ไหม? 

หนึ่งในไฮไลต์ที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ร่วมงานคือ การยกกรณีศึกษาเรื่องอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาถกกัน คุณอาร์ทมองในมุมบวกว่า AI เป็นเพียง “สื่อกลาง” ชนิดใหม่ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการสื่อสาร ให้กับคนที่ไม่เก่งเรื่องการใช้คำพูดสามารถถ่ายทอดความรู้สึกและเจตนาที่แท้จริงออกมาได้

ในขณะที่ฝั่งของคุณทอยกลับแย้งว่า ต่อให้ AI จะร่างข้อความออกมาได้สละสลวยแค่ไหน สุดท้ายมนุษย์ก็ต้องเข้ามาอ่านและตรวจทานเพื่อใส่จิตวิญญาณในขั้นตอนสุดท้ายด้วยตัวเองอยู่ดี 

ด้าน ดร.วิทย์ ได้เสริมมุมมองที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกว่า จริงๆ แล้วการมีอยู่ของ AI จะเป็นการบังคับให้มนุษย์ต้องฝึกวิจารณญาณและฉลาดรู้เท่าทันข้อมูลมากขึ้น ทำให้เราต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะให้ได้ว่า ถ้อยคำไหนกลั่นมาจากใจจริง และข้อความไหนถูกปรุงแต่งขึ้นโดย AI 

คนที่รู้เท่าทันก็จะสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ในยุคของ AI ส่วนคนที่ไม่สามารถแยกได้ก็จะตกเป็นเหยื่อของวังวันเฟคนิวส์ไม่รู้จบ

ดาบสองคมของ AI ในระบบการศึกษา 

เมื่อวงสนทนาขยับมาสู่เรื่องของการศึกษา คุณทอยได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนถึงการปล่อยให้เด็กเผชิญหน้ากับอัลกอริทึมบนหน้าจอเพียงลำพัง เพราะโซเชียลมีเดียสามารถบิดเบือนมุมมองและอาจหยิบยื่นความโหดร้ายของโลกให้เด็กเห็นก่อนวัยอันควร 

อย่างไรก็ตาม คุณอาร์ทชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการหาจุดสมดุล โดยมองว่าพ่อแม่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจและคัดกรอง เพราะการสั่งห้ามเด็กใช้เทคโนโลยีโดยเด็ดขาดอาจกลายเป็นการตัดโอกาสและทำให้เด็กเสียเปรียบในโลกอนาคต 

สำหรับประเด็นนี้ ดร.วิทย์ สรุปได้อย่างเฉียบขาดว่า AI ที่ดีควรถูกตั้งค่าให้ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะกระบวนการคิดมากกว่าการป้อนคำตอบสำเร็จรูปให้เด็ก และที่สำคัญ มหาวิทยาลัยรวมถึงโรงเรียนจะไม่มีวันหมดความสำคัญ เพราะสถาบันเหล่านี้คือ “พื้นที่จำลอง” สำหรับการฝึกทักษะการเข้าสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องใช้และ AI ก็ไม่มีวันสอนได้ ต่อให้ตัว AI จะฉลาดล้ำหน้าในเชิงทฤษฎีวิชาการไปไกลแค่ไหนก็ตาม 

แย่งงานมนุษย์ หรือ ปลดล็อกศักยภาพ? 

วงดีเบตปิดท้ายด้วยคำถามแทงใจคนทำงานที่ว่า ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า AI จะเข้ามาแย่งงานเราจริงหรือไม่? ท่ามกลางความหวาดหวั่นของผู้ชม 

ในขณะที่หลายคนหวาดกลัวแต่คุณอาร์ทมองลึกลงไปว่า แท้จริงแล้ว AI จะเข้ามาทำงานในส่วนที่ มนุษย์ไม่ควรจะต้องฝืนทำมาตั้งนานแล้ว เช่น งานที่ทำซ้ำๆ เพื่อเป็นการปลดล็อกให้มนุษย์สามารถไปโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่าได้มากกว่า 

ด้าน ดร.วิทย์ได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายเวทีสัมมนาไว้อย่างคมคายว่า โลกอนาคตจะเต็มไปด้วยความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อน ดังนั้นมนุษย์จึงยังคงมีความสำคัญสูงสุด และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพึ่งพาและพัฒนาทักษะเฉพาะตัวที่ AI ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ 

สรุป

ท้ายที่สุดของการเสวนา ทั้ง 4 ท่านไม่ได้แบ่งแยกมุมมองเป็นสองฝั่งอย่างสิ้นเชิง แต่เห็นพ้องต้องกันว่า เราไม่ควรต่อต้าน AI แต่ต้อง ใช้ AI ให้เป็นและรู้เท่าทันเทคโนโลยีไม่ควรใช้งานอย่างมักง่ายหรือให้ทำงานแบบลวกๆ จนสูญเสียจิตวิญญาณและความสร้างสรรค์ในฐานะมนุษย์

ขณะเดียวกัน ผู้ชมในฮอลล์ส่วนใหญ่ยังคงยืนยันความเชื่อมั่นในพลังของฝั่งมนุษย์ สูงถึง 76% เทียบกับฝั่ง AI ที่ 24% ดังนั้น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จึงไม่ใช่ศัตรูหรือจุดจบ แต่คือ โอกาสสำหรับมนุษย์ที่พร้อมจะปรับตัวและดึงศักยภาพสูงสุดของตนเองออกมาใช้ในโลกยุคใหม่