bitkub-banner

กรณีศึกษา: การ์ด Pokemon มูลค่า 590 ล้านบาทใบเดียว ชุบชีวิตตลาด NFT ได้อย่างไร ?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • การ์ด Pokémon กำลังถูกแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านเทคโนโลยี Real World Assets (RWA) ทำให้ซื้อขายบนบล็อกเชนได้เหมือนคริปโต
  • โมเดลนี้กำลังสร้างรายได้จริง โดยแพลตฟอร์ม Courtyard มีรายได้ต่อปีราว 200 ล้านดอลลาร์ มากกว่ามาร์เก็ตเพลส NFT หลายแห่งในยุคบูมปี 2021
  • กรณีนี้สะท้อนว่า NFT ไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนบทบาท จากรูปภาพ JPEG มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสินทรัพย์จริง

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

การ์ด Pokémon มูลค่า 590 ล้านบาท ได้เข้ามาชุบชีวิตกระแส NFT ให้กลับมาทำเงินอีกครั้ง พร้อมทั้งพิสูจน์ว่า เทคโนโลยีนี้ยังมีบทบาทสำคัญ เมื่อถูกนำมาใช้เป็น “ใบรับรองความเป็นเจ้าของ” ของสินทรัพย์ในโลกจริงผ่านแนวคิด RWA ทำให้การ์ดสะสมราคาแพงซื้อขายได้ง่าย โปร่งใส และมีสภาพคล่องมากขึ้น ความสำเร็จของแพลตฟอร์มอย่าง Courtyard ที่สร้างรายได้กว่า 200 ล้านดอลลาร์ต่อปี จึงสะท้อนว่า NFT ไม่ได้หายไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการซื้อขายสินทรัพย์จริงบนบล็อกเชน และอาจเป็นทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมคริปโตในอนาคต

ทุกวันนี้ การ์ด Pokémon ไม่ได้เป็นเพียงของสะสมสำหรับเด็กอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลคล้ายกับ NFT ยุคใหม่บนโลกคริปโตที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามามีบทบาทผ่านแนวคิด Real World Asset Tokenization หรือ “RWA” ซึ่งช่วยเปลี่ยนการ์ดกระดาษที่มีสภาพคล่องต่ำ ให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้ง่ายขึ้น

โมเดลธุรกิจนี้ ไม่ได้ทำให้กระแส NFT กลับมาฮิตเพราะไฟล์ภาพ JPEG เหมือนในอดีต แต่เปลี่ยนบทบาทของ NFT ให้กลายเป็น “ใบรับรองความเป็นเจ้าของ” ของการ์ดโปเกมอนที่มีมูลค่าหลายล้านบาท ซึ่งแนวคิดนี้กำลังสร้างรายได้ให้ธุรกิจมากกว่ามาร์เก็ตเพลส NFT หลายแห่งในยุครุ่งเรืองเสียอีก

การ์ดปิกาจูใบเดียวมูลค่า 590 ล้านบาท จุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่

หนึ่งในกรณีศึกษาที่โด่งดังที่สุดคือ Pikachu Illustrator PSA 10 การ์ดโปเกมอนที่หายากที่สุดใบหนึ่งของโลก ซึ่งถูกซื้อขายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ด้วยมูลค่ากว่า 16.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 590 ล้านบาท

ความพิเศษของการ์ดใบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นจำนวนที่มีอยู่เพียง 39 ใบทั่วโลก จนได้รับการบันทึกสถิติโลกว่าเป็นการ์ด Pokemon ที่มีมูลค่าสูงที่สุด

ที่มา:IGN

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้วงการคริปโตเริ่มจับตามอง ไม่ใช่ราคาของการ์ด แต่คือแนวคิดการนำสินทรัพย์ราคาแพงเหล่านี้เข้าสู่โลกบล็อกเชน

ก่อนหน้านี้ Logan Paul เคยนำการ์ดใบนี้มาแบ่งสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้หลายคนถือร่วมกัน แม้โปรเจกต์ดังกล่าวจะจบลงด้วยข้อพิพาททางกฎหมาย แต่แนวคิดนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แพลตฟอร์มรุ่นใหม่พัฒนาต่อยอดอย่างจริงจัง

เปลี่ยนการ์ดกระดาษให้ซื้อขายได้ทั่วโลก

ปัจจุบันแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Courtyard และ Collector Crypt ทำให้การ์ดสะสมราคาแพงซื้อขายได้ง่ายเหมือนคริปโต

กระบวนการเริ่มจากการส่งการ์ดไปตรวจสอบกับบริษัทจัดเกรดอย่าง PSA หรือ CGC เพื่อยืนยันว่าเป็นของแท้ ก่อนนำไปเก็บไว้ในห้องนิรภัยของบริษัทรับฝากทรัพย์สิน เช่น Brink’s

จากนั้นแพลตฟอร์มจะสร้าง NFT ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนความเป็นเจ้าของการ์ดจริงแบบ 1 ต่อ 1 บนบล็อกเชน เช่น Polygon หรือ Solana

เมื่อมี NFT แล้ว นักลงทุนสามารถซื้อขาย เปลี่ยนมือ หรือโอนความเป็นเจ้าของได้ทันทีทั่วโลก โดยไม่ต้องขนส่งการ์ดจริงทุกครั้ง

หากเจ้าของต้องการรับการ์ดกลับมาเก็บเอง ก็สามารถทำการ Burn NFT หรือ “เผาโทเคน” เพื่อยกเลิก NFT แล้วให้แพลตฟอร์มจัดส่งการ์ดจริงมายังผู้ถือครอง

แล้วทำไมโมเดลนี้ถึงโต ทั้งที่ NFT ซบเซา?

คำตอบคือ นักลงทุนไม่ได้ซื้อ NFT เพราะหวังเก็งกำไรจากรูปภาพอีกต่อไป แต่กำลังซื้อสินทรัพย์จริง ที่มี NFT เป็นตัวแทน

ข้อดีคือ สามารถซื้อขายได้รวดเร็ว มีประวัติการถือครองที่ตรวจสอบได้บน Blockchain และไม่ต้องกังวลเรื่องการ์ดปลอม เพราะผ่านการตรวจสอบก่อนเข้าสู่ระบบตั้งแต่ต้น

ที่สำคัญ บางแพลตฟอร์มยังมีระบบ Instant Buyback หรือการรับซื้อคืนในราคาประมาณ 90% ของราคาตลาด ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับนักสะสมและนักลงทุนได้มากกว่าการขายผ่านเว็บประมูลแบบเดิม ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์และเสียค่าธรรมเนียมสูง

รายได้โตแซงตลาด NFT หลายแห่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ โมเดลนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษ ปัจจุบัน Courtyard มีรายได้ต่อปีประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6.5 พันล้านบาท ซึ่งมากกว่ามาร์เก็ตเพลส NFT ระดับกลางหลายแห่งในช่วงกระแส NFT บูมเมื่อปี 2021

ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการทุ่มงบการตลาดมหาศาล แต่เกิดจากความต้องการของนักสะสมการ์ด Pokémon ที่มีอยู่แล้วทั่วโลก ทำให้แพลตฟอร์มสามารถดึงผู้ใช้งานเข้าสู่โลกบล็อกเชนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

นี่จึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนไม่จำเป็นต้องสร้างสินทรัพย์ใหม่เสมอไป แต่สามารถเพิ่มมูลค่าและสภาพคล่องให้กับสินทรัพย์เดิมที่ผู้คนต้องการอยู่แล้ว

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกการ์ดจะสร้างกำไร

แม้โมเดลนี้จะดูน่าสนใจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง

การ์ดที่มีมูลค่าพุ่งหลักล้าน มักเป็นการ์ดระดับตำนาน เช่น Pikachu Illustrator หรือ 1st Edition Charizard ขณะที่การ์ดทั่วไปอาจไม่ได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกระแส

นอกจากนี้ บางแพลตฟอร์มยังใช้ระบบสุ่ม (Gacha) ในการนำการ์ดกลับมาหมุนเวียนขายใหม่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับโอกาสได้รับการ์ดหายาก รวมถึงโมเดลรับซื้อคืนบางรูปแบบก็อาจเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมายในบางประเทศ

บทสรุป

กรณีศึกษาของการ์ด Pokémon มูลค่า 590 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าบล็อกเชนไม่ได้มีไว้สำหรับซื้อขายคริปโตเพียงอย่างเดียว แต่สามารถยกระดับการซื้อขายสินทรัพย์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การรับรองความเป็นเจ้าของ การลดต้นทุนการซื้อขาย ไปจนถึงการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดของสะสม

ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จของแพลตฟอร์มอย่าง Courtyard ก็สะท้อนว่า ตลาด NFT อาจไม่ได้ฟื้นตัวจากการเก็งกำไรเหมือนในอดีต แต่กำลังกลับมาในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของโลก Real World Assets (RWA) ซึ่งอาจเป็นทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมคริปโตในอีกหลายปีข้างหน้า


มุมมองของผู้เขียน: ก่อนตัดสินใจลงทุนการ์ด Pokemon บนบล็อกเชน นักลงทุนควรศึกษาความหายากของการ์ด มาตรฐานของบริษัทเกรดดิ้ง ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการห้องนิรภัย และความเสี่ยงด้านกฎหมายของแต่ละประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าสินทรัพย์ที่ถือครองมีมูลค่าจริง และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว