bitkub-banner

เปิดอินไซต์นักลงทุนคริปโตชาวฮ่องกงชอบตามกระแสยอมติดดอย พบสัดส่วนเป็นผู้หญิงสูง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ผลสำรวจนักลงทุนคริปโต 1,000 คนในฮ่องกง พบว่า 33.9% เป็นกลุ่มที่ลงทุนตามกระแสและมักยอมติดดอยมากกว่ายอมขายตัดขาดทุน
  • แม้หลังฮ่องกงเริ่มออกกฎกำกับดูแลตลาดคริปโต พฤติกรรมการลงทุนที่ไม่มีเหตุผลจะลดลง แต่ ‘อคติทางความคิด’ ยังส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนอย่างชัดเจน
  • นักวิจัยมองว่า การให้ความรู้ด้าน Behavioral Finance หรือการเงินเชิงพฤติกรรม อาจช่วยให้นักลงทุนรับมือกับตลาดที่ผันผวนได้ดีกว่าการพึ่งพาอารมณ์หรือกระแสบนโซเชียล

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ผลสำรวจนักลงทุนคริปโตในฮ่องกงจำนวน 1,000 คน พบว่า กลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือ ‘กลุ่มตามกระแสและยอมติดดอย’ คิดเป็น 33.9% สะท้อนว่าอารมณ์ของตลาดยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างมาก แม้พฤติกรรมการลงทุนที่ไร้เหตุผลจะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2565 แต่ปัญหาอย่าง FOMO การยึดติดกับราคาเดิม และการไม่ยอมขายเมื่อขาดทุนยังคงพบในระดับสูง นักวิจัยจึงมองว่าการให้ความรู้ด้านการเงินเชิงพฤติกรรม (Behavioral Finance) จะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้นักลงทุนรับมือกับตลาดคริปโตที่ผันผวนได้ดีขึ้น

ผลสำรวจล่าสุดของฮ่องกงพบว่า นักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มตัดสินใจลงทุนตามอารมณ์ของตลาด โดยกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือ ‘กลุ่มตามกระแสและยอมติดดอย’ คิดเป็น 33.9% ของผู้ตอบแบบสำรวจ และเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนผู้หญิงสูงที่สุด

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา สื่อฮ่องกงรายงานว่า คณะกรรมการให้การศึกษาด้านการลงทุนและการเงิน (IFEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานในเครือ ก.ล.ต.ฮ่องกง (SFC) มอบหมายให้คณะสังคมศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง (PolyU) สำรวจนักลงทุนคริปโตจำนวน 1,000 คน ระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2568 พร้อมเปรียบเทียบกับผลการศึกษาปี 2565 ก่อนนำเสนอผลต่อคณะกรรมการนักลงทุนรายย่อยขององค์การกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์สากล (IOSCO) ช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 

ผลการศึกษาจำแนกนักลงทุนออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตามกระแสและยอมติดดอย 33.9%, กลุ่มติดดอยและเฝ้ารอ 25.5%, กลุ่มมั่นใจเกินไปและลงทุนเชิงรุก 22.2% และกลุ่มกลัวตกรถ (FOMO) 18.4%

‘กลุ่มตามกระแสและยอมติดดอย’ ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนอายุ 18-29 ปี และมีผู้หญิงคิดเป็น 43% ของกลุ่ม ลักษณะเด่นคือ ตัดสินใจลงทุนตามบรรยากาศของตลาด และเมื่อขาดทุนมักเลือก “ถือต่อ” มากกว่ายอมขายตัดขาดทุน

ส่วน ‘กลุ่มติดดอยและเฝ้ารอ’ ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุ 30-39 ปี มักเผชิญอคติทางพฤติกรรม 2 รูปแบบ ได้แก่ Disposition Effect หรือการรีบขายเมื่อได้กำไร แต่ไม่ยอมขายเมื่อขาดทุน และ Gambler’s Fallacy หรือความเชื่อว่าราคาที่ปรับตัวลงมานาน น่าจะปรับตัวขึ้น ทั้งที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

ด้านกลุ่มมั่นใจเกินไปและลงทุนเชิงรุก ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายถึง 79% แม้จะมีการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ แต่ความมั่นใจในตัวเองทำให้มีแนวโน้มลงทุนในสินทรัพย์หรือธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่กลุ่ม FOMO เป็นกลุ่มที่มีฐานะดีที่สุด โดย 28% มีสินทรัพย์สภาพคล่องมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ผลการศึกษายังพบว่า เมื่อเทียบกับปี 2565 พฤติกรรมการลงทุนที่ขาดเหตุผลเริ่มลดลง โดยคะแนนการซื้อขายตามปริมาณการซื้อขายของตลาดลดลงจาก 3.63 เหลือ 3.19 ส่วนพฤติกรรมซื้อขายตามฝูงชนลดลงจาก 3.49 เหลือ 3.30 การเพิ่มความเสี่ยงหลังทำกำไรได้ลดลงจาก 3.11 เหลือ 2.89 และการยึดติดกับประสบการณ์ในอดีตลดลงจาก 4.03 เหลือ 3.86

นักวิจัยระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการที่ฮ่องกงเริ่มบังคับใช้กฎกำกับดูแลแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 โดย Dora Li ผู้จัดการทั่วไปของ IFEC กล่าวว่า การกำกับดูแลที่เข้มแข็งขึ้น ประกอบกับการให้ความรู้แก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง มีส่วนช่วยลดพฤติกรรมการลงทุนที่ไม่มีเหตุผล

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า อคติทางความคิดยังคงอยู่ในระดับสูง โดยพฤติกรรม Anchoring Effect หรือการยึดติดกับข้อมูลและประสบการณ์ในอดีต มีคะแนนสูงสุดที่ 3.86 รองลงมาคือ FOMO หรือความกลัวตกรถ 3.77, Disposition Effect หรือรีบขายเมื่อกำไรแต่ไม่ยอมขายเมื่อขาดทุน 3.68, Gambler’s Fallacy หรือเชื่อว่าราคาจะเด้งกลับมาโดยไร้เหตุผล 3.66 และ Authority Bias หรือการเชื่อคำแนะนำจากผู้มีชื่อเสียงมากเกินไป 3.63

ศาสตราจารย์ Eric Chui จากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง กล่าวว่า ตลาดคริปโตยังเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ของนักลงทุนและข้อมูลบนโซเชียลมีเดียอย่างมาก พร้อมเสนอให้ใช้หลัก Behaviour Finance หรือการเงินเชิงพฤติกรรม มาพัฒนาโครงการให้ความรู้ เพื่อช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้นท่ามกลางตลาดที่ผันผวน


มุมมองผู้เขียน: การศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในฮ่องกงช่วยให้ผู้คนทั่วไปมองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองได้ชัดขึ้น และอาจช่วยให้พวกเขานำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาตัวเองต่อยอดด้านการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ