สรุปข่าว
- Jesse Pollak ผู้ก่อตั้ง Base ประกาศส่งมอบตำแหน่งหัวหน้าแอปให้ Jordan Fish หรือ Koby ผู้บริหารที่เพิ่งเข้าร่วมทีมจากการควบรวมแพลตฟอร์ม Echo ของเขา มูลค่า 375 ล้านดอลลาร์
- Base ยอมรับว่า กลยุทธ์เอาโซเชียลมีเดียบนบล็อกเชนเป็นศูนย์กลางนั้นล้มเหลว ทั้ง Farcaster ที่ถูกขายออกไป และ Zora ที่ย้ายไปปักหลักบน Solana แทน
- เครือข่ายหันเข็มกลับไปโฟกัส 3 เสาหลัก คือ การซื้อขายสินทรัพย์, การชำระเงินด้วย Stablecoin และระบบรองรับ AI Agents ท่ามกลางแรงกดดันจากคู่แข่งอย่าง L2 ของ Robinhood
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นเรื่องของทิศทางองค์กรและบุคลากรมากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเทคนิคหรือโทเคนโนมิกส์โดยตรง จึงไม่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงต่อราคา ETH หรือสินทรัพย์ในระบบนิเวศ Base ในทันที แต่หากเสาหลักใหม่ทั้งสามสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดกลับมาได้จริง ก็อาจกลายเป็นปัจจัยบวกในระยะกลางถึงยาว
Jesse Pollak ผู้ก่อตั้งเครือข่ายบล็อกเชน Base และผู้บริหารระดับสูงของ Coinbase ได้ประกาศผ่านแอปแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 ว่า เขาได้ตัดสินใจส่งมอบหน้าที่การบริหารจัดการแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการของ Base ให้แก่ Jordan Fish หรือที่รู้จักในวงการว่า Koby มารับไม้ต่อ
โดย Jordan Fish เพิ่งจะเข้ามาเซ็นสัญญาเข้าร่วมงานกับ Coinbase เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่แพลตฟอร์มระดมทุน “Echo” ของเขา ถูกควบรวมกิจการโดย Coinbase ด้วยมูลค่าประมาณ 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การก้าวลงจากตำแหน่งในสายบริหารแอปของ Jesse Pollak ในครั้งนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการประกาศปรับเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ขององค์กร โดย Base จะเบนเข็มความสนใจทั้งหมดกลับไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนของเครือข่ายเป็นหลัก และหันมาโฟกัสใน 3 เสาหลักใหม่ ได้แก่ ระบบเทรด , การชำระเงินด้วย Stablecoin และ บอท AI Agents
Jesse Pollak ยอมรับว่า “ไตรมาสแรกของปี 2026 นั้นเหมือนกับการโดนหมัดฮุกซัดเข้าหน้าอย่างจัง” พร้อมทั้งยอมรับว่า โครงการริเริ่มด้านโซเชียลมีเดียบนบล็อกเชน ทั้งหมดของเครือข่าย เช่น Farcaster, Zora, มินิแอปต่าง ๆ และเหรียญครีเอเตอร์ ได้ “เลือนหายไปโดยสมบูรณ์”
โดยปัจจุบัน Farcaster ได้ถูกขายต่อไปให้บริษัทอื่นเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ Zora ก็ได้ย้ายฐานและเปลี่ยนเป้าหมายทางธุรกิจไปลุยบนเครือข่ายคู่แข่งอย่าง Solana แทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า โปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับด้านโซเชียลของ Base มาถึงทางตัน
ก่อนหน้านี้ Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ก็เคยออกมายอมรับเช่นกันว่าโครงการเหรียญครีเอเตอร์นั้นไม่ได้ผลในเชิงธุรกิจ
Jesse Pollak ยอมรับว่า แม้การประเมินของเขาเกี่ยวกับตลาดแบบเปิดกว้าง และการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยเหล่านักพัฒนาจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เขาสรุปว่าการตัดสินใจเอาโซเชียลมีเดียมาเป็นศูนย์กลางของการเติบโตนั้นเป็นความผิดพลาดมหันต์
มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานของเชน ผ่าน 3 เสาหลัก
สำหรับ 3 เสาหลักใหม่ที่ Base จะมุ่งหน้าดำเนินงานไปหลังจากนี้ ประกอบด้วย
1. ระบบการซื้อขาย : จะครอบคลุมการซื้อขาย “สินทรัพย์ทุกประเภท” ตั้งแต่หุ้นที่ถูกแปลงเป็นโทเคนดิจิทัล, เหรียญมีม ไปจนถึงเหรียญประจำแอปพลิเคชันต่าง ๆ
2. ระบบการชำระเงิน : มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินระดับโลก ที่รองรับการใช้งานผ่าน Stablecoin ทั้งสำหรับบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ
3. ฝั่งบอท (AI Agents): อิงจากมุมมองที่ว่า คริปโตจะเป็นระบบชำระเงินพื้นฐานสำหรับ AI และบอต AI เหล่านี้ จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ในฐานะตัวละครหลักที่จะเข้ามาขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม Jesse Pollak ยังคงยกย่องความสำเร็จของเหล่านักพัฒนาบน Base เช่น แพลตฟอร์มเทรดฟิวเจอร์ส Avantis หรือตลาดพยากรณ์ Limitless และยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนนักพัฒนาเหล่านี้ต่อไปผ่านระบบ Base Layer, Base Batches และกองทุน Base Ecosystem Fund
ศึกชิงส่วนแบ่งจากคู่แข่ง และปัญหาระบบเครือข่ายล่ม
ปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ มาจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีรายงานว่า เครือข่าย Ethereum L2 ของ Robinhood ที่เน้นหนักเรื่องการซื้อขายหุ้นและเหรียญมีม เพิ่งจะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และสามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายบนกระดานเทรด DEX รายสัปดาห์ได้สูงทะลุ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็ว
ประกอบกับการที่ภาพรวมอุตสาหกรรมคริปโตกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางที่เน้นนักลงทุนสถาบันมากขึ้นเน้นการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนและการเทรดสัญญาฟิวเจอร์ส ทำให้ Base ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เครือข่าย Mainnet ของ Base ประสบปัญหาหยุดชะงักในการผลิตบล็อกถึงสองครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการอัปเดตระบบที่วางแผนจะเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่พอดี
การอัปเดต Beryl Hard Fork ต้องถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการจัดเตรียมระบบทะเบียน b20 ดังนั้น การสร้างความแข็งแกร่งและความเสถียรให้แก่โครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นรากฐาน จึงน่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญ ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนทิศทางในครั้งนี้ของ Pollak
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : การยอมรับความผิดพลาดตรง ๆ แบบนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีกว่าการดันทุรังไปกับกลยุทธ์ที่ไม่เวิร์ก แต่โจทย์ที่ท้าทายกว่าคือ Base ต้องแข่งกับคู่แข่งที่มีทรัพยากรและฐานผู้ใช้จากแพลตฟอร์มเดิมอยู่แล้วอย่าง Robinhood ซึ่งไม่ใช่งานง่าย ต้องจับตาดูว่าการทุ่มทรัพยากรกลับไปที่โครงสร้างพื้นฐานและ AI Agents จะสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนพอจะดึงนักพัฒนาและผู้ใช้กลับมาได้จริงหรือไม่

