bitkub-banner

เจาะลึก Open USD สเตเบิลคอยน์น้องใหม่ จะล้มเจ้าตลาด USDT และ USDC ได้จริงไหม 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Open USD (OUSD) เหรียญ Stablecoin น้องใหม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ด้วยการจับมือร่วมกับพันธมิตรกว่า 140 ราย หวังท้าชิงส่วนแบ่งตลาดจากสองยักษ์ใหญ่
  • การเปิดตัวของ OUSD ส่งผลกระทบต่อ Circleโดยตรงจนราคาหุ้นร่วง 17.5% เนื่องจากได้เข้าไปเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับ Coinbase พันธมิตรหลักของ Circle
  • กลับกัน Tether (USDT) แทบไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายหลักของ Tether เป็นคนละกลุ่มกันอย่างชัดเจนเลยไม่เกรงกลัวที่จะถูกโค่น

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

การมาถึงของเหรียญ Stablecoin ตัวใหม่อย่าง Open USD (OUSD) ต่างถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเจ้าตลาดอย่าง Tether และ Circle แต่ในความเป็นจริงแล้ว Tether อาจไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไรจากกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันมาก แต่สำหรับ Circle USDC แล้ว Open USD ถือเป็นบททดสอบที่โหดหินที่สุดที่จะนำมาได้ทั้งความพ่ายแพ้และชัยชนะของเครือข่ายในระยะยาว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาวงการเหรียญ Stablecoin แทบจะถูกยึดครองอย่างเบ็ดเสร็จโดยสองเจ้าตลาดยักษ์ใหญ่ Tether (USDT) และ Circle (USDC) ที่แข็งแกร่งจนแทบจะไม่มีเจ้าไหนกล้าเข้ามางัดข้อต่อกร แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีเหรียญใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมศักยภาพอันน่าเหลือเชื่ออย่าง OUSD จนทำให้นักลงทุนเริ่มสงสัยว่า สองยักษ์กำลังจะถูกล้มลงจริงหรือไม่? ซึ่งทาง Coinshares บริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำระดับโลกได้ออกมาร่วมวิเคราะห์ถึงประเด็นนี้

ทำไม OUSD ถึงแตกต่าง

Open USD (OUSD) ถือเป็นเหรียญ Stablecoin น้องใหม่ที่เพิ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานจากทางบริษัท Open Standard แต่ตัวของโปรเจกต์กลับได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากนักลงทุน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 140 ราย อาทิ Visa, Mastercard, Stripe หรือแม้กระทั่ง BlackRock

สิ่งที่ทำให้ OUSD แตกต่างจากโมเดลของ Stablecoin ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงคือ การแบ่งปันผลประโยชน์ โดยบริษัทต่างๆ สามารถสร้างและ แลกคืนเหรียญในปริมาณมาก โดยไม่มีค่าธรรมเนียมหรือการจำกัดปริมาณ 

ที่สำคัญคือ พันธมิตรที่ช่วยกระจายเหรียญออกไปจะได้รับส่วนแบ่งผลตอบแทนจากทุนสำรอง หักลบด้วยค่าธรรมเนียมการจัดการเล็กน้อย แทนที่ผู้ออกเหรียญจะเก็บรายได้ทั้งหมดไว้เองเหมือนในอดีต ซึ่งเป้าหมายของการออกแบบนี้คือการสร้างความเป็นกลางและดึงดูดให้บริษัทด้านการชำระเงิน ธนาคาร และฟินเทค หันมาใช้งานอย่างจริงจัง

พูดง่ายๆ คือ เหรียญนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ให้ผู้ประกอบการนำใช้เป็นโครงสร้างมากกว่าการเป็นผลิตภัณฑ์คริปโตสำหรับนักลงทุนรายย่อย โดยถ้าหากพวกเขาทำสำเร็จก็อาจสามารถผลักดัน stablecoins ให้มีการยอมรับในวงกว้าง 

ตัวโปรเจกต์มีกำหนดที่จะเริ่มต้นเปิดให้บริการในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยที่ในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ องค์ประกอบของสินทรัพย์สำรอง, ผู้รับฝากสินทรัพย์, ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ รวมถึงเครือข่ายบล็อกเชนอื่น ๆ นอกเหนือจาก Solana และ Tempo ซึ่งได้มีการแจ้งไว้แล้วว่าเหรียญ OUSD จะถูกออกให้ใช้งานบนเครือข่ายหลัก ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว

ล้มยักษ์ได้จริงหรือ

เพียงแค่การแถลงข่าวเปิดตัว OUSD ราคาหุ้นของ Circle ในวันดังกล่าวได้ร่วงลงมาถึง 17.5% ซ้ำเติมปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่อย่าง อัตรากำไรที่ลดลง และต้นทุนในการดึงดูดพันธมิตรเพื่อกระจายเหรียญที่สูงขึ้น ประกอบกับการแข่งขันที่ต้องแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

ปัจจุบัน Circle ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากทุนสำรองประมาณครึ่งหนึ่งให้กับ Coinbase เพื่อเป็นข้อตกลงในการกระจายเหรียญ ซึ่งสัญญา 3 ปีนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ซึ่งการที่ OUSD กำหนดให้การแบ่งปันผลตอบแทนนี้เป็นมาตรฐานสำหรับพันธมิตรทุกราย ทำให้ Coinbase ซึ่งเพิ่งเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรของมีอำนาจในการต่อรองกับ Circle มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในทางกลับกัน Tether แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้เลย แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่มีหุ้นในตลาด แต่เนื่องจากตลาดหลักของ Tether อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ระบบธนาคารท้องถิ่นไม่สามารถตอบสนองความต้องการในสภาพคล่องของเงินดอลลาร์ได้อย่างน่าเชื่อถือ

สิ่งนี้ได้ทำให้ Tether มีข้อได้เปรียบด้านสภาพคล่องที่ลึกและเรื่องของความนิยมในการใช้งานที่ฝังรากลึกภายในตลาดที่เรื่องของการกำกับดูแลภายในชาติตะวันตกเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีความจำเป็น

ดังนั้น OUSD และ Tether จึงมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนและไม่ได้แข่งขันกันโดยตรงในระยะสั้น ซึ่งตัวของ CEO เองอย่าง Paolo Ardoino ยังได้ออกมาแสดงความยินดีกับ OUSD เสียด้วยซ้ำ และไม่ได้คาดว่าเหรียญไหนจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในสายตาพวกเขาได้เลย 

โอกาสพิสูจน์ตนเองของ Circle 

แม้ว่าในมุมมองระยะสั้นข่าวนี้จะดูเป็นผลเสียอย่างมากต่อ Circle แต่ในความเป็นจริงแล้ว OUSD ยังคงเป็นเพียงแนวคิดที่ยังไม่เปิดใช้งานจริง และยังมีรายละเอียดสำคัญที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน นอกจากนี้ พันธมิตรบางรายที่เคยมีชื่อระบุไว้เช่น Samsung ก็ได้ออกมาปฏิเสธการเข้าร่วมโปรเจกต์นี้แล้ว

สำหรับ Circle บริษัทยังมีข้อได้เปรียบสำคัญที่เป็นปราการป้องกัน USDC ไว้ได้อย่างหนาแน่น ซึ่งนั่นก็คือเครือข่ายสภาพคล่องและการบูรณาการที่ใช้เวลาสร้างมานานเกือบทศวรรษ ทั้งในแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน ระบบ DeFi 

หากกลุ่มพันธมิตรขนาดใหญ่ของ OUSD ไม่สามารถทำลายความแข็งแกร่งของเครือข่าย USDC ได้ ท้ายที่สุดแล้วความล้มเหลวของ OUSD อาจเป็นการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของ USDC ไปโดยปริยาย และทำให้ Circle กลายเป็นผู้นำตลาดที่ไร้คู่แข่งที่น่ากลัวอีกต่อไป

ที่มา : Coinshares


มุมมองผู้เขียน : การแข่งขันถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะหากยิ่งมีตัวเลือกมากผู้ใช้งานก็จะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ แต่ตราบใดที่ OUSD ยังไม่สามารถสร้างเครือข่ายสภาพคล่องได้สูงเท่ากับเจ้าตลาดทั้งสอง การจะหวังให้พวกเขากลายมาเป็นที่ 3 ของอุตสาหกรรมในทันทีจึงยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเป็นจริงพอสมควร