bitkub-banner

CK Fastwork ยกหุ้นคริปโทฯ ตัวนี้คือ “อนาคต 100%” ตัวเต็งดิสรัปต์ Visa-Mastercard

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ‘ซีเค เจิง’ ซีอีโอ Fastwork มอง Circle และ USDC เป็น “อนาคต 100%” โดยเขาซื้อหุ้นตั้งแต่ IPO และยังเชื่อมั่นในธุรกิจ แม้ราคาหุ้นจะเคยพุ่งแรงก่อนปรับตัวลงตามความผันผวนของตลาด
  • จุดแข็งของ Circle อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีเคลื่อนย้ายเงิน CK มองว่า Stablecoin สามารถลดการพึ่งพาคนกลาง ลดค่าธรรมเนียม และทำให้การโอนเงินข้ามประเทศเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ Circle ยังมีจุดแข็งด้านกฎระเบียบและ Ecosystem อย่าง Coinbase และ Base
  • Clarity Act คือ กุญแจสำคัญต่อ Mass Adoption เพราะ Blockchain มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมอยู่แล้ว แต่กฎหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้สถาบันการเงินและธุรกิจขนาดใหญ่กล้าเข้ามาใช้งานจริงมากขึ้น ทั้ง Stablecoin, Tokenized Securities และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่

แนวโน้มลผลกระทบ: Bullish

‘ซีเค เจิง’ ซีอีโอ Fastwork เปิดเผยในการพูดคุยในพอดแคสต์ ‘โช๊ค โชกุล’ ว่า Circle คือ หนึ่งในธุรกิจคริปโตที่เขาเชื่อมั่นมากที่สุด โดยมองว่า Stablecoin อย่าง USDC อาจเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างระบบการเงิน ลดการพึ่งพาคนกลางและค่าธรรมเนียมที่ซับซ้อน พร้อมเปิดทางให้เงินเคลื่อนย้ายได้รวดเร็วขึ้นทั่วโลก สำหรับซีเค เทคโนโลยี Blockchain นั้นพร้อมแล้ว แต่สิ่งที่ยังขวางการเติบโตคือกฎหมาย ซึ่ง Clarity Act อาจกลายเป็นตัวปลดล็อกสำคัญให้ธุรกิจและสถาบันการเงินกล้าใช้งานมากขึ้น เขาจึงมองว่า “Circle คืออนาคต 100%”

หลังจากที่เคยสร้างเสียงฮือฮาด้วยการเทขายหุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่เพื่อหันมาซบกอด Bitcoin จนฟันกำไรไปอย่างงดงาม ล่าสุด “ซีเค เจิง” (CK Cheong) ซีอีโอหนุ่มไฟแรงแห่ง Fastwork ได้ออกมาเผยไพ่เด็ดอีกใบในพอร์ตการลงทุนของเขา โดยคราวนี้เขาพุ่งเป้าไปที่ Circle บริษัทผู้ออกเหรียญ Stablecoin เบอร์ต้นของโลกอย่าง USDC พร้อมลั่นวาจาฟันธงกลางรายการพอดแคสต์ของ ‘โช๊ค โชกุล’ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า “Circle คืออนาคตแน่นอน 100%” 

สำหรับซีเคความน่าสนใจของ Circle ไม่ได้อยู่แค่ราคาหุ้นที่เคยพุ่งแรงหลัง IPO ก่อนจะย่อตัวกลับลงมา แต่เป็นภาพใหญ่ของธุรกิจที่เขามองเห็นอยู่ข้างหน้า นั่นคือวันที่ Stablecoin และ Blockchain จะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคนในวงการคริปโตอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้คนใช้กันในชีวิตประจำวัน

ซีเค เล่าให้ฟังในพอดแคสต์ว่า เขาซื้อ Circle ตั้งแต่วัน IPO และแม้ราคาพุ่งอย่างรุนแรง แล้วกลับลงมาที่เดิม แต่ความเชื่อมั่นของเขากลับไม่ได้ลดลง และยังเชื่อมั่น อย่างมากในธุรกิจของ Circle

เรากำลังจ่ายค่าธรรมเนียมให้คนกลางมากเกินไปหรือไม่?

ซีเค หยิบเรื่องใกล้ตัวที่สุดอย่างการซื้อกล้องราคา 60,000 บาท มาอธิบายให้เห็นภาพว่า ทุกครั้งที่เรารูดบัตรหนึ่งครั้ง เงินไม่ได้วิ่งจากกระเป๋าของเราไปถึงร้านค้าโดยตรง

ระหว่างทางมีทั้ง Issuing Bank, Acquiring Bank, เครือข่ายบัตรอย่าง Visa หรือ Mastercard รวมถึง Payment Gateway ต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวกลางมีส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมเดียวกัน

คำถามของซีเคคือ ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าเงินกำลังจะถูกส่งให้ใคร เหตุใดจึงยังต้องมีคนกลางหลายชั้นมาคั่นอยู่ระหว่างทาง?

ในมุมของซีเค หากการชำระเงินเกิดขึ้นผ่าน Stablecoin อย่าง USDC ภาพนี้อาจเปลี่ยนไป ผู้ใช้สามารถโอนมูลค่าผ่าน Blockchain ได้โดยตรง ลดจำนวนตัวกลาง ลดต้นทุน และส่งเงินข้ามประเทศได้แทบจะทันที

“สมมติถ้าไอมี USDC Card ไอรูดปั๊บ ไม่ต้องผ่าน Visa ไม่ต้องผ่าน Master ค่าธรรมเนียมคือเสียน้อยมาก แล้วมันคือโอนข้ามประเทศได้ตลอดเวลา แบบทันทีแน่ ๆ ซึ่งมันคืออนาคตอ่ะเทคโนโลยีนี้”

สำหรับคนทั่วไป นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับซีเคที่ทำธุรกิจแพลตฟอร์ม นี่คือ “ต้นทุนจริง” ที่เขาต้องเจอทุกวัน

Fastwork ยังต้องเสีย 2% และนี่คือสิ่งที่เขา “โคตรเบื่อ”

ในฐานะเจ้าของธุรกิจ Fastwork ซีเคเปิดเผยว่า การรับชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Fastwork ทำให้บริษัทต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับ Payment Gateway ราว 2% และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขามองเห็นศักยภาพของ Blockchain อย่างชัดเจน

เขายังยกตัวอย่าง Stripe ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกการชำระเงินออนไลน์และได้รับส่วนแบ่ง 1% ของ GDP ของทั้งโลก เพื่อชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจคนกลางเหล่านี้มีขนาดใหญ่เพียงใด

แต่ในขณะเดียวกัน CK ก็ตั้งคำถามว่า เมื่อเทคโนโลยีสามารถทำให้เราส่งเงินถึงกันได้โดยตรงแล้ว โลกการเงินจำเป็นต้องรักษาตัวกลางจำนวนมากเหล่านี้ไว้อีกหรือไม่

และนี่คือจุดที่เขามองว่า Stablecoin จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะมันไม่ได้พยายามสร้างเทคโนโลยีใหม่จากศูนย์ แต่กำลังนำสิ่งที่ Blockchain ทำได้อยู่แล้วมาเชื่อมเข้ากับระบบการเงินของโลกจริง

Blockchain พร้อมแล้ว แต่ “กฎหมาย” ยังไม่พร้อม

อย่างไรก็ตาม CK เชื่อว่า คอขวดสำคัญที่สุดของ Blockchain ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ ความไม่ชัดเจนเรื่องกฎหมาย

เพราะไม่มีบริษัทใหญ่รายไหนอยากเดิมพันกับสิ่งที่ยังไม่รู้ว่า วันหนึ่งจะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายหรือไม่ ต่อให้เทคโนโลยีพร้อมแค่ไหน หากกติกายังไม่ชัด การนำ Blockchain ไปใช้ในวงกว้างก็ยากจะเกิดขึ้น

ด้วยประเด็นนี้จึงทำให้ร่างกฎหมายคริปโต Clarity Act กลายเป็นหนึ่งในกฎหมายที่ทั้งซีเคและโช๊คจับตามอง เพราะเป้าหมายของมันคือ การทำให้โลกสินทรัพย์ดิจิทัลชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การแบ่งประเภทของสินทรัพย์ว่าอะไรคือ Commodity, Network Token หรือ Security Token ไปจนถึงการกำหนดบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล

หากกฎหมายเปิดทาง สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ตลาดคริปโตที่เติบโตขึ้น แต่คือการที่สถาบันการเงินรายใหญ่เริ่มนำ Blockchain มาใช้กับธุรกิจจริงอย่างเต็มรูปแบบ

และหนึ่งในภาพที่ทั้งคู่มองว่าน่าสนใจคือ Tokenized Stocks วันที่หุ้นราคาแพงสามารถถูกแบ่งเป็นหน่วยเล็กลง ซื้อขายได้ง่ายขึ้น และอาจเปิดตลาดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้โลกการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนที่มีเงินจำนวนมากอีกต่อไป

จุดแข็งของ Circle คือการยืนอยู่ฝั่งกฎระเบียบ

แม้ Circle จะต้องแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Tether และ USDT แต่ ซีเคและโช๊คมองว่า ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Circle คือ การวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้เล่นที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบกฎหมายและระบบการเงินแบบดั้งเดิม

ขณะเดียวกัน Circle ยังมี Ecosystem ที่แข็งแกร่งจากความสัมพันธ์กับ Coinbase และการใช้งาน USDC บนเครือข่ายอย่าง Base ซึ่งช่วยผลักดันให้ Stablecoin กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับการโอนมูลค่าและการทำธุรกรรมบน Blockchain

และสำหรับซีเค สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Circle อาจเป็นความเรียบง่ายของโมเดลธุรกิจ

ซีเคกล่าวว่า “ไปดูงบได้ ตัว Circle งบสวยดี เอาเงินฝากของยูไปซื้อพันธบัตรอเมริกา หลังจากนั้นแบ่งปันผลให้กับยู แล้วตัวเองเก็บสเปรด ธุรกิจมันง่ายมากอ่ะ แต่มันเป็นธุรกิจที่ดี”

ในวันที่ราคาหุ้นอาจขึ้นลงตามกระแสตลาด CK เลือกมองไกลกว่ากราฟราคา เพราะสิ่งที่เขากำลังเดิมพันไม่ใช่แค่บริษัทหนึ่งแห่ง

แต่คือวันที่การโอนเงินไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางหลายชั้น วันที่สินทรัพย์สามารถเคลื่อนที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และวันที่ Blockchain ถูกนำมาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกการเงินจริงๆ 

และสำหรับ CK คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่ต้น พร้อมกับย้ำชัดว่า “Circle คืออนาคต 100%”


มุมมองผู้เขียน: พอดแคสต์ครั้งนี้อาจเป็นอีกหนึ่งบทสนทนาที่น่าจับตามองสำหรับคนในแวดวงคริปโต และโลกการเงินยุคใหม่ เพราะมุมมองของ CK ไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาหุ้นหรือจังหวะเก็งกำไรระยะสั้น แต่สะท้อนวิธีคิดของนักลงทุนรายย่อยที่พยายามมองหา “ภาพใหญ่” ของโอกาสระดับโลกอยู่เสมอ และหลายครั้ง มุมมองที่แตกต่างเหล่านี้เอง อาจเป็นสิ่งที่ทำให้การลงทุนระยะยาวน่าสนใจกว่าการวิ่งตามกระแสในแต่ละวัน