สรุปข่าว
- เหลียง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek กลายเป็นผู้สร้างโมเดล AI ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก หลังมูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นจนทรัพย์สินสุทธิของเขาทะลุ 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.18 ล้านล้านบาท
- จุดสำคัญคือ เหลียงยังถือหุ้น DeepSeek ราว 78% ต่างจากผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ AI ในสหรัฐฯ ที่มักถูกลดสัดส่วนหุ้นจากการระดมทุนหลายรอบ ทำให้ทุกครั้งที่มูลค่าบริษัทเพิ่ม ความมั่งคั่งของเขาก็พุ่งขึ้นโดยตรง
- DeepSeek เติบโตจากพื้นฐานที่ไม่เหมือนสตาร์ทอัพทั่วไป โดยอาศัยทรัพยากรจาก High-Flyer กองทุน Quant ของเขา ก่อนจะพัฒนา AI ต้นทุนต่ำและล่าสุดเดินหน้าสร้างระบบนิเวศ AI จีนร่วมกับชิปของ Huawei
เหลียง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek กลายเป็นมหาเศรษฐี AI ที่มั่งคั่งที่สุดในโลก หลังมูลค่าบริษัทพุ่งแรงจนทรัพย์สินส่วนตัวทะลุ 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเขายังถือหุ้น DeepSeek ราว 78% เส้นทางของเขาเริ่มจากการสร้างกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ก่อนนำความได้เปรียบด้านชิป และพลังประมวลผลมาต่อยอดสร้าง DeepSeek จนกลายเป็นผู้เล่นสำคัญของจีน และกำลังท้าทายความเป็นผู้นำด้าน AI ของสหรัฐฯ
เหลียง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างโมเดล AI ที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในโลก หลังมูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากความสนใจของนักลงทุน ส่งผลให้ทรัพย์สินสุทธิของเขาพุ่งทะลุ 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.18 ล้านล้านบาท และขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 8 ของจีน
ข้อมูลจาก Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า ความมั่งคั่งของเหลียงเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากระดับราว 1.67 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้เขารวยกว่าผู้ก่อตั้งบริษัท AI รายใหญ่อย่าง ดาริโอ อโมเดอี จาก Anthropic และ เกร็ก บร็อคแมน จาก OpenAI
อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับดังกล่าวนับเฉพาะผู้ก่อตั้งบริษัทที่มีธุรกิจหลักและรายได้ส่วนใหญ่มาจากการพัฒนาโมเดล AI โดยตรง จึงไม่รวมกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Alibaba และ Tencent หรือธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น Data Center และ Semiconductor

เบื้องหลังความมั่งคั่งของเหลียงคือ หุ้นในบริษัท DeepSeek ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของเขา เมื่อความต้องการลงทุนในบริษัทเพิ่มขึ้น มูลค่าของ DeepSeek จึงขยับขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือนเมษายน สู่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังบริษัทระดมทุนได้ 7.4 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายน 2026
สำนักข่าว Bloomberg ยังรายงานว่า เหลียงลงทุนเงินส่วนตัวเพิ่มอีกราว 3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นของเขาหลังการระดมทุน และการถูกลดทอนสัดส่วนหุ้นคาดว่า จะยังอยู่ที่ประมาณ 78%
ตัวเลขเหล่านี้อาจอธิบายได้ว่า เหตุใดความมั่งคั่งของเหลียงจึงพุ่งขึ้นเร็วกว่าผู้ก่อตั้งบริษัท AI หลายราย
ในโลกของสตาร์ทอัพสหรัฐฯ การสร้างบริษัท AI ระดับแนวหน้ามักต้องแลกกับการระดมทุนหลายครั้ง ซึ่งหมายถึงผู้ก่อตั้งต้องทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้นเพื่อเปิดทางให้นักลงทุนและบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาร่วมลงทุน
แต่ DeepSeek เดินเส้นทางที่ต่างออกไป เหลียงยังถือหุ้นมากถึงเกือบ 4 ใน 5 ส่วนของบริษัท ทำให้เมื่อมูลค่า DeepSeek เพิ่มขึ้น ความมั่งคั่งของเขาจึงเพิ่มขึ้นตามไปโดยตรง พร้อมกับอำนาจในการควบคุมบริษัทยังคงอยู่ในมือของเขา
จากนักเทรดสาย Qunat สู่เจ้าพ่อ AI ของจีน
เหลียง เหวินเฟิง เกิดในปี 1985 ที่เมืองจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้ง โดยพ่อของเขาเป็นครูโรงเรียนประถม เขาเรียนวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร

ก่อนเข้าสู่โลก AI เหลียงได้สร้างฐานะตัวเองขึ้นมาจากตลาดการเงิน เขาร่วมก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Zhejiang High-Flyer Asset Management กับอดีตเพื่อนในรั้วมหาวิทยาลัยอีกสองคน โดยทั้งสามเริ่มเทรดกันตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลก
หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของ High-Flyer คือ การนำผลกำไรไปสะสมชิปกราฟิกประสิทธิภาพสูงไว้ตั้งแต่ช่วงแรก ก่อนที่สหรัฐฯ จะออกมาตรการที่เข้มงวดต่อการส่งออกชิปขั้นสูงมายังประเทศจีน
การลงทุนครั้งนั้น กลายเป็นต้นทุนสำคัญของ DeepSeek เพราะทำให้บริษัทของพวกเขามีพลังการประมวลผลมากเพียงพอสำหรับการพัฒนาโมเดล AI ระดับสูง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนจากกองทุน Venture Capital แบบสตาร์ทอัพทั่วไป
Liang ก่อตั้ง DeepSeek ในปี 2023 หลังแยกทีม AI ออกมาจาก High-Flyer และภายในเวลาไม่กี่ปี บริษัทเล็ก ๆ จากจีนก็กลายเป็นชื่อที่เขย่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก
DeepSeek สร้างแรงสั่นสะเทือนในช่วงต้นปี 2025 หลังเปิดตัวโมเดล AI ที่แสดงประสิทธิภาพทัดเทียมคู่แข่งจากสหรัฐฯ อย่าง OpenAI ในหลายด้าน แต่ใช้ต้นทุนการพัฒนาที่ต่ำกว่ามาก
นั่นทำให้ DeepSeek ไม่ได้เป็นเพียงบริษัท AI อีกแห่งหนึ่ง แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำถามสำคัญว่า การสร้างโมเดล AI ระดับแนวหน้าจำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลเสมอไปหรือไม่
ล่าสุด บริษัทได้จัดแสดงโมเดล V4 รุ่นใหม่ พร้อมเปิดเผยถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับชิปของ Huawei Technologies ซึ่งสะท้อนการเดินหน้าสร้างระบบนิเวศ AI ภายในประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่เข้มข้นขึ้น
ที่มา:businesstimes
มุมมองผู้เขียน: DeepSeek กำลังแสดงให้เห็นว่า สมรภูมิ AI อาจไม่ได้ถูกผูกขาดโดยบริษัทสหรัฐฯ หรือเงินทุนระดับหลายแสนล้านดอลลาร์อีกต่อไป หาก DeepSeek สามารถรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุน พร้อมพัฒนาโมเดลให้แข่งขันกับเจ้าตลาดได้จริง การแข่งขัน AI ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ น่าจะยิ่งดุเดือดขึ้น และเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ก็อาจยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก

