สรุปข่าว
- หญิงไทยเจ้าของเพจ “ข้าวตู ดูแลประกันคนไทย” โพสต์คลิปเตือนภัย หลังเงินเก็บของสามีเกือบ 17 ล้านบาท หายออกจาก Bitget Wallet ทั้งหมดภายในพริบตา ทั้งที่โทรศัพท์ยังอยู่กับตัว
- เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 17:21 น. เจ้าตัวยังไม่ทราบช่องทางที่ถูกเข้าถึง Wallet และตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวข้องกับแอปชาร์จรถ EV ที่เคยดาวน์โหลดไว้
- ปัจจุบันอยู่ระหว่างประสานงานกับตำรวจไซเบอร์ ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะได้เงินคืนหรือไม่ และเจ้าตัวเน้นย้ำเรื่องการกระจายความเสี่ยงทางการเงิน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
เหตุการณ์นี้เป็นกรณีความปลอดภัยส่วนบุคคลของผู้ใช้รายหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ของระบบ Bitget โดยตรง หรือมีผลต่อโครงสร้างพื้นฐานของสินทรัพย์ดิจิทัลในภาพรวม จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อราคาเหรียญหรือความเชื่อมั่นต่อตลาดคริปโตในวงกว้าง
เมื่อวานนี้ วันที่ 26 สิงหาคม “ตู” สาวไทยเจ้าของเพจ Facebook “ข้าวตู ดูแลประกันคนไทย” ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอ เตือนภัย โดยเล่าเรื่องราวของสามีของเธอ ที่โดนแฮกเงินเก็บจาก Wallet ของ Bitget จนเงินสูญหาย มูลค่าเกือบ 17 ล้านบาท ภายในพริบตาเดียว

ภายในคลิปวิดีโอดังกล่าว ตูเล่าว่า เงินเก็บเกือบ 17 ล้านบาทของสามีตู หายจาก Wallet ไปทีเดียวเลยทุกคน ที่น่ากลัวก็คือ ตอนที่เงินถูกโอนออก โทรศัพท์ยังอยู่ที่ตัว แล้วจนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่า คนที่ทำเข้าถึง Wallet ได้ยังไง ?
ตูเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวาน วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 17:21 น. คือมันมีแจ้งเตือนจากแอป Bitget Wallet ว่า มันมีการโอนเงินออกไปอีก Wallet นึง และมันไม่ได้ออกไปบางส่วนนะ คือมันออกไปทั้งหมดเกือบ 17 ล้านบาท
เมื่อวานตู เดินทางกลับจากต่างจังหวัดก็ดึกแล้ว และแฟนตูก็เพิ่งมาบอกว่า เกิดเหตุการณ์นี้ตอนเที่ยงคืน ตอนนั้นก็ช็อค คำถามแรกคือ มันออกไปได้ยังไง ? คือโดยปกติแล้ว ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Wallet เราจะเก็บไว้ในพื้นที่ส่วนตัว
เราเลยลองย้อนกล้องวงจรปิดดูว่า วันนั้นมีใครเข้าออกห้องเราไหม ภาพที่เห็นก็คือ ก็มีแค่แม่บ้านที่อยู่ประจำบ้านเรา เข้าไปทำความสะอาดห้องเราตามปกติ แต่ตูขอย้ำตรงนี้ก่อนนะว่า ตูยังไม่ได้กล่าวหา ใครว่าเป็นคนทำ เพราะตอนนี้เรายังไม่รู้ว่า ต้นเหตุนี้มันเกิดจากคน เกิดจากอุปกรณ์ หรือเกิดจากช่องทางไหนกันแน่

หลังจากนั้น ตูก็รีบไปที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน แต่ตอนแรกก็ได้รับเพียงแค่ลงบันทึกประจำวันไว้ค่ะ แล้วก็ได้รับคำแนะนำว่า ให้ไปดำเนินการกับตำรวจไซเบอร์แทน ทั้งที่ตอนนั้นเราก็พยายามติดตาม transaction บนบล็อกเชนแล้ว ก็เห็นว่า เงินได้ถูกกระจายออกไปแล้ว ตอนนั้นในหัวตูคือ แบบมันรอไม่ได้แล้ว เพราะทุกนาทีที่ผ่านไป เงินก้อนนี้ก็ถูกย้ายบัญชีไปเรื่อยๆ
วันนี้ตูเลยเข้าไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ ตูก็ถามเลยว่า สามารถตรวจสอบโทรศัพท์ได้ไหม ว่ามันโดนแฮก หรือมันมีความผิดปกติตรงไหนหรือเปล่า เจ้าหน้าที่เขาก็แจ้งตูกลับมาว่า การตรวจสอบเชิงลึก มันใช้เวลานานมา อาจะถึง 1 ปี คือในใจตอนนั้น คิดอย่างเดียวเลยว่า ปีนึง ให้ตายเถอะ เงินกูจะไปไหนแล้วล่ะ เราก็เลยถามกลับไปว่า มันมีทางไหนไหม ที่เร็วกว่านี้ เพราะยอดเงินมันไม่ใช่น้อยๆ มันเกือบ 17 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ เราก็ได้ขอความช่วยเหลือ ติดต่อไปกับบริษัทที่เกี่ยวข้องไปแล้ว แต่การดำเนินการบางอย่าง มันต้องประสานผ่านทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนนั้นมันเหมือนเราต้องรอหลายๆฝ่ายประสานกัน แต่ในฐานะ คนที่เงินกำลังหาย เรารอไม่ได้จริงๆ
สุดท้ายตูจึงติดต่อผู้ใหญ่ที่พอช่วยเร่งการประสานงานให้ได้ หลังจากเร่งประสานงานไปประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ข้อมูลเบื้องต้น ทำให้เรามีเหตุสงสัยว่า อุปกรณ์ของเราโดนแฮก แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่า ถูกเข้าถึงทางช่องทางไหน

ก่อนหน้านี้ โทรศัพท์เครื่องนี้ เคยมีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเกี่ยวกับการชาร์จรถ EV ตัวเราเองเราก็สงสัยเหมือนกันนะว่า มันเกี่ยวไหม มันแฝงตัวเข้ามากับแอปไหม แต่ตรงนี้ตูยังไม่ขอฟันธงนะ ต้องรอผลตรวจสอบก่อนว่า เกิดอะไรกันแน่
ตู กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ทำให้ตู ใจหายมากที่สุด ก็คือ เงิน 17 ล้านบาท มันไม่ใช่เงินที่อยู่ดี ๆ ก็ได้มา มันคือเงินที่สามีตูทำงาน และตั้งใจเก็บเงินตรงนี้มาหลายปีเพื่อที่เราจะได้สร้างครอบครัวกัน
ตอนที่รู้ว่าเงินหายคือ ขาอ่อน กินไม่ได้ นอนไม่หลับของจริง แต่สุดท้ายก็ต้องบอกตัวเองว่า ตั้งสติก่อน เพราะถ้าเราไม่รีบตาม แล้วใครจะตามให้เรา แล้วเหตุการณ์นี้ ยิ่งทำให้ตูรู้ว่า การกระจายความเสี่ยงสำคัญมากจริงๆ เพราะนี่ขนาดเราค่อนข้างระมัดระวังเรื่องเงินแล้วนะ

เราไม่ได้เก็บเงินทั้งหมดไว้ในบัญชีเดียว เราเก็บไว้ในหลายรูปแบบ รวมถึงเงินเก็บบางส่วน ตูก็กระจายไปไว้ในประกัน นี่ขนาดกระจายแล้วนะ ยังโดนหนักขนาดนี้ ลองคิดดูว่า ถ้าเงินทั้งหมดของเรา รวมกันอยู่ในที่เดียว แล้วมันเกิดปัญหาขึ้นมา เราจะเหลืออะไร วันนี้อย่างน้อยๆ ก็ยังมีเงินส่วนอื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้
ตูเลยอยากออกมาเตือนทุกคนว่า อย่าเก็บเงินไว้ทีเดียว แล้วก็อย่าคิดว่าเรารอบคอบแล้ว

พวกข้อมูล Private Key ต้องเก็บในที่ที่ปลอดภัยที่สุด ตอนนี้ตูยังไม่รู้เลยว่า เงินเกือบ 17 ล้านบาท ตูจะได้คืนไหม ? ถ้าได้คืน เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นข่าวที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวเรา

แต่ถ้าไม่ได้ นี่คงเป็นบทเรียนที่โคตรแพง และสิ่งที่ตูได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ เราไม่ได้กระจายความเสี่ยง เพราะคิดว่า วันนึงมันจะเกิด แต่เรากระจายไว้ เพื่อถ้าวันหนึ่งมันเกิดขึ้นจริง ชีวิตเราจะไม่พัง ไปพร้อมกับเงินก้อนเดียว
มุมมองผู้เขียน : เคสนี้สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลต้องดูแลตัวเองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ Hardware Wallet เก็บข้อมูลแบบออฟไลน์ การตรวจสอบแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์ที่เก็บ Private Key อย่างเข้มงวด และที่สำคัญที่สุดคือการกระจายความเสี่ยง ในการถือครองสินทรัพย์ เพราะในโลกที่ธุรกรรมไม่สามารถย้อนกลับได้ การป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่าและปลอดภัยกว่าการตามแก้ปัญหาทีหลังเสมอ

