bitkub-banner

อินโดนีเซียลุยตั้งฮับการเงิน อ้าแขนรับคริปโทฯ ชูจุดขายยกเว้นภาษีสูงถึง 50 ปี 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • อินโดนีเซียประกาศเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซีเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ PFII ที่สร้างต้นแบบมาจาก Dubai International Financial Centre
  • จุดขายหลักคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่เก็บภาษีกำไรจากส่วนต่างราคา ไม่เก็บภาษีรายได้จากดอกเบี้ย และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนานสูงสุด 50 ปี พ่วงด้วยวีซ่าทองคำ สำหรับนักลงทุนรายใหญ่
  • เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ดึงเงินเข้าประเทศ แต่ต้องการผลักเงินทุนดิจิทัลไปหนุน 8 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ตั้งแต่พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral

ถือเป็นข่าวเชิงโครงสร้างและนโยบายระดับประเทศ ไม่ใช่ปัจจัยที่จะไปกระตุ้นราคาคริปโทฯ ในระยะสั้นโดยตรง ผลกระทบจะค่อยๆ สะสมผ่านความเชื่อมั่นและเม็ดเงินสถาบันที่ไหลเข้ามาทีละน้อย ตลาดคริปโทฯ โดยรวมจึงไม่น่าจะขยับแรงจากข่าวนี้ทันที แต่ในระยะยาวถือเป็นสัญญาณบวกต่อภาพรวมการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อินโดนีเซียกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่งในโลกการเงินยุคใหม่ ล่าสุดได้ประกาศเปิดประตูต้อนรับสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซีอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศแห่งใหม่ (PFII) โดยเป้าหมายหลักคือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก และยกระดับตลาดการเงินภายในประเทศให้แข็งแกร่งและครอบคลุมยิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นนี้ถูกตอกย้ำอย่างชัดเจนในงาน Coinfest Asia 2026 มหกรรมคริปโทฯ ระดับโลกที่เกาะบาหลี เมื่อนาย Pantro Pander Silitonga ผู้อำนวยการบริหารสภาเศรษฐกิจแห่งชาติอินโดนีเซีย (DEN) ได้ออกปากเชิญชวนกลุ่มผู้ออกโทเค็น ผู้ให้บริการกระดานเทรด และนักลงทุนจากทั่วโลก ให้เข้ามาร่วมบุกเบิกตลาดไปด้วยกัน โดยเขาย้ำว่าอุตสาหกรรมนี้ยังเพิ่งเริ่มต้น และการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาระบบการเงินของอินโดนีเซียให้ก้าวกระโดด

“เราขอเชิญชวนสินทรัพย์รูปแบบใหม่ๆ ทั้งหมด รวมถึงคริปโทเคอร์เรนซี ให้เข้ามาร่วมผลักดันไปด้วยกัน มาร่วมกันสร้างตลาดนี้ให้เติบโต”

“ไม่ว่าคุณจะเข้ามาในบทบาทผู้เสนอขายสินทรัพย์  ผู้ให้บริการกระดานเทรด หรือนักลงทุน มาร่วมกันขับเคลื่อนตลาดการเงินแห่งนี้กันเถอะ”  

PFII: โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ลบทุกจุดอ่อนการลงทุน

ที่ผ่านมา อินโดนีเซียมักเผชิญกับคำถามที่ว่า ทำไมประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีโอกาสมหาศาล กลับดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ได้น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทางสภาเศรษฐกิจแห่งชาติจึงพบว่า อุปสรรคสำคัญคือความไม่แน่นอนของกฎระเบียบและขั้นตอนที่ซับซ้อน โครงการ PFII (ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศของอินโดนีเซีย) จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปลดล็อกปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ

ศูนย์กลางแห่งนี้ถูกถอดแบบความสำเร็จมาจาก Dubai International Financial Centre (DIFC) โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะทางอย่าง LPJK PFII เข้ามาทำหน้าที่ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล กระดานเทรด ตราสารอนุพันธ์ และการซื้อขาย OTC แบบครบวงจร ตั้งแต่ออกใบอนุญาตไปจนถึงการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งทำให้นักลงทุนสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) กองทุนทรัสต์ หรือกองทุนทางเลือก ควบคู่ไปกับระบบนิเวศการเงินดั้งเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ

จัดเต็มสิทธิประโยชน์ “ปลอดภาษี-วีซ่าทองคำ”

เพื่อก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีโลก อินโดนีเซียรู้ดีว่าต้องมีแรงจูงใจที่ทรงพลัง ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ PFII ถือเป็นไม้ตายสำคัญ Pantro เผยว่าที่นี่จะไม่มีการเก็บภาษีผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gains Tax) ไม่เก็บภาษีรายได้จากดอกเบี้ย และที่น่าทึ่งที่สุดคือ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนานสูงสุดถึง 50 ปี สำหรับกิจกรรมหลักในภาคการเงินและการลงทุนที่เข้าเกณฑ์

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์ที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มคนเก่งและนักลงทุนกระเป๋าหนักโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ การรับประกันการส่งเงินทุนกลับประเทศ การมอบ Golden Visa ไปจนถึงขั้นตอนการจดทะเบียนตั้งบริษัทที่รวดเร็วทันใจ

เชื่อมเม็ดเงินดิจิทัล สู่การขับเคลื่อน “เศรษฐกิจจริง”

จุดเด่นที่ทำให้อินโดนีเซียแตกต่าง คือการไม่ยอมให้ศูนย์กลางแห่งนี้เป็นเพียงแค่ “ที่พักเงิน” ของเศรษฐี แต่เป้าหมายคือการดึงเงินทุนระยะยาวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยมีองค์กรอย่าง Danantara Indonesia ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยนำทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถึงขุมทรัพย์ทางธุรกิจในประเทศได้ง่ายขึ้น

ทาง DEN และ Danantara ได้ปักหมุด 8 กลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่พร้อมเปิดรับเงินลงทุนอย่างเต็มพิกัด ครอบคลุมตั้งแต่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล Data Center ธุรกิจสินทรัพย์นิกเกิลแบบครบวงจร การเกษตรและอาหาร การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม และที่โดดเด่นที่สุดคือกลุ่มพลังงาน

ปัจจุบันมีโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานรออยู่ถึง 29 โครงการ รวมถึงโปรเจกต์ยักษ์ด้านพลังงานหมุนเวียนที่ตั้งเป้าส่งออกไฟฟ้าคาร์บอนต่ำไปยังสิงคโปร์ขนาด 3.4 กิกะวัตต์ ภายในปี 2035 ซึ่งโปรเจกต์เหล่านี้คาดว่าจะกอบโกยเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้สูงถึง 3.6 ถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเลยทีเดียว

การขยับตัวของอินโดนีเซียในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การออกกฎหมายเพื่อเอาใจนักลงทุนคริปโทฯ แต่คือการวางหมากครั้งสำคัญเพื่อดึงดูดความมั่งคั่งจากโลกดิจิทัล มาสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ ซึ่งถือเป็นโมเดลที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาคอาเซียน


มุมมองผู้เขียน : การมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษียาวนานถึง 50 ปี นับว่าเป็นนโยบายที่ดึงดูดใจมากกว่าศูนย์กลางทางการเงินหลายแห่ง