bitkub-banner

FSA ของญี่ปุ่น ยื่นเรื่องขอยกเว้นการยื่นรายงานภาษี Stablecoin ประเภททรัสต์ ในปี 2027

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • FSA ญี่ปุ่นยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการ เมื่อ 30 สิงหาคม ขอยกเว้นการรายงานภาษีรายบุคคลสำหรับ Trust-type Stablecoin โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2027 เริ่ม 1 เมษายน 2027
  • ข้อเสนอนี้ต่อยอดจากกฎหมายใหม่เดือนกรกฎาคม 2026 ที่จัดคริปโทเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน ภายใต้ FIEA อย่างเป็นทางการ
  • FSA แบ่ง Stablecoin เป็นสองกลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มเพื่อการลงทุน กับกลุ่มที่ใช้ทำธุรกรรมจริง โดยกลุ่มหลังไม่สร้างผลตอบแทนจึงไม่ควรถูกรายงานภาษีแบบเดียวกับสินทรัพย์ลงทุน

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral 

ข่าวนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่จะขยับราคาสินทรัพย์ดิจิทัลทันที เพราะยังอยู่ในขั้นตอนยื่นคำร้องและต้องผ่านสภานิติบัญญัติก่อน แต่ในเชิงโครงสร้างระยะยาว ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการยอมรับ Stablecoin ในฐานะเครื่องมือชำระเงิน ซึ่งหากผ่านจริงจะลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบให้ผู้ออกและร้านค้า และอาจหนุนการใช้งาน Stablecoin ในญี่ปุ่นให้แพร่หลายขึ้นในระยะถัดไป

สำนักงานบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (FSA) ได้ยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อขอปลดล็อก และยกเว้นข้อบังคับการยื่นรายงานภาษี สำหรับ Trust-type Stablecoins หรือสเตเบิลคอยน์ที่มีกองสินทรัพย์ทรัสต์หนุนหลัง โดยตั้งเป้าให้กฎระเบียบใหม่นี้ เริ่มมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2027 ของญี่ปุ่น ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2027 เป็นต้นไป

คำร้องดังกล่าวมุ่งหวังให้หน่วยงานกำกับดูแลยกเลิกข้อบังคับเดิม ที่เคยบีบให้ผู้ออก Trust-type Stablecoin ต้องส่งรายงานทรัสต์และงบคำนวณรายละเอียดรายบุคคล ซึ่งแต่เดิมต้องแนบข้อมูลเชิงลึกของผู้ถือครองสินทรัพย์อย่างยิบย่อย ไม่ว่าจะเป็นชื่อจริงหรือรายละเอียดรายได้

ทาง FSA ให้เหตุผลว่า Stablecoin ประเภทนี้มีการหมุนเวียนในกลุ่มผู้ใช้งานจำนวนมาก และถูกนำมาใช้ทำธุรกรรมบ่อยครั้งในปริมาณมหาศาล ที่สำคัญคือ การถือครองเพียงอย่างเดียวไม่ได้สร้างรายได้หรือดอกผลใดๆ ให้แก่ผู้ถือ 

การบังคับให้รายงานข้อมูลแบบเดิม จึงกลายเป็นภาระที่ซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการนำ Stablecoin มาใช้ชำระเงินในชีวิตประจำวัน ซึ่งการยกเว้นข้อบังคับนี้ ยังต้องรอการอนุมัติทางกฎหมายจากรัฐสภาต่อไป

ญี่ปุ่นปรับทิศทางจัดหมวดหมู่คริปโท เทียบเท่าสินทรัพย์ทางการเงินดั้งเดิม

คำร้องของ FSA ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับทิศทางครั้งใหญ่ในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของญี่ปุ่น โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา รัฐสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายฉบับใหม่ จัดให้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นสินทรัพย์ทางการเงินภายใต้พระราชบัญญัติการซื้อขายและตราสารทางการเงิน (FIEA) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของ Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เคยส่งสัญญาณไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2026 

การเรียกร้องปฏิรูปภาษีของ FSA ในครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการจัดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ เพื่อลดภาระการรายงานข้อมูลที่ยุ่งยากซ้ำซ้อนซึ่งไม่เคยบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์การเงินแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งปรับมาตรฐานการกำกับดูแล Stablecoin ให้เท่าเทียมกับสินทรัพย์ทางการเงินอื่น 

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานกำกับดูแลของญี่ปุ่นเริ่มตระหนักแล้วว่า กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การนำ Stablecoin มาใช้ชำระเงินจริง ล่าช้ากว่าที่ควร

มุ่งเป้ายกเว้นเฉพาะ Stablecoin ที่ใช้เป็นเครื่องมือทำธุรกรรม

FSA ได้แบ่งประเภท Stablecoin ออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ กลุ่มที่ถือเพื่อการลงทุน กับกลุ่มที่ใช้ทำธุรกรรมจริง 

โดย Stablecoin ประเภท Trust-type ในญี่ปุ่นถูกออกแบบมาเพื่อใช้ชำระเงิน และโอนเงินเป็นหลัก ไม่ได้มีไว้เพื่อเก็งกำไร 

ทาง FSA จึงชี้ว่า ในเมื่อผู้ถือครองไม่สามารถสร้างรายได้จากการเก็บสินทรัพย์ชนิดนี้ไว้เฉยๆ กติกาการรายงานภาษีแบบเดิมที่เคยใช้กับสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ จึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาบังคับใช้กับ Stablecoin กลุ่มนี้

ภูมิทัศน์การกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) และ Stablecoin ในญี่ปุ่นพัฒนาไปอย่างรวดเร็วตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งคำร้องล่าสุดจาก FSA สะท้อนว่า การปรับตัวนี้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นลดอุปสรรคทางภาษีให้แก่สินทรัพย์ที่ถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน” มากกว่าผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน 

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าว จะต้องผ่านการพิจารณาทางกฎหมายของญี่ปุ่นก่อน ที่จะเริ่มบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2027

ที่มา : coinmarketcap


มุมมองผู้เขียน : การเคลื่อนไหวของ FSA สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า Stablecoin ที่ใช้ชำระเงินไม่ควรถูกกำกับดูแลเหมือนสินทรัพย์เก็งกำไร ซึ่งการลดภาระการรายงานภาษีของรายย่อย จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการกล้าผลักดันการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมากขึ้น แม้กระบวนการทางกฎหมายยังต้องรอการอนุมัติจากสภาและใช้เวลาอีกพักใหญ่