สรุปข่าว
- Visa ประกาศเชื่อมข้อมูลการชำระเงินจากเครือข่าย VisaNet เข้ากับระบบกู้ยืมบนบล็อกเชน เพื่อให้ผู้ให้บริการบัตร Stablecoin และบริษัทฟินเทคเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น
- พันธมิตรในดีลนี้คือ Credit Coop แพลตฟอร์มปล่อยกู้แบบกระจายอำนาจ ที่ใช้ Smart Contract จัดการทั้งการอนุมัติ หลักประกัน และการชำระคืนเงินกู้แบบอัตโนมัติ
- ปัจจุบันบัตร Stablecoin บนเครือข่าย Visa มีมากกว่า 160 โปรแกรม ปริมาณธุรกรรมโตเกือบ 200% ต่อปี ทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
ดีลนี้เป็นความเคลื่อนไหวเชิงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ที่เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศ Stablecoin ในระยะยาว แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับโทเคนใดโทเคนหนึ่งที่จะกระตุ้นราคาในทันที ผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมตลาด Stablecoin และ DeFi Lending น่าจะค่อย ๆ สะท้อนออกมา ผ่านปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น มากกว่าจะเห็นแรงซื้อขายฉับพลันในตลาดคริปโต
Visa ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินระดับโลก ประกาศนำข้อมูลการชำระเงินจากเครือข่าย VisaNet มาเชื่อมต่อกับระบบการกู้ยืมบนบล็อกเชน เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการบัตรที่เชื่อมกับ Stablecoin รวมถึงบริษัทฟินเทค สามารถเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น
โดยระบบใหม่นี้จะช่วยให้ผู้ให้กู้ เห็นยอดค้างชำระจากการเคลียริ่งของบัตรได้อย่างชัดเจน และเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกค้า ข้อมูลจะถูกนำไปประเมินความเสี่ยงทางสินเชื่อ ร่วมกับบันทึกบนบล็อกเชน เพื่ออนุมัติการปล่อยกู้โดยอัตโนมัติ
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์ หลังจากมีข่าวว่า Visa กำลังมองหาพันธมิตรด้าน Stablecoin รายใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของยักษ์ใหญ่อย่าง Visa, Mastercard และ Stripe ในการดึง Stablecoin มาเป็นยุทธศาสตร์หลักในการเติบโต
ตัวเลขที่พิสูจน์การเติบโตของบัตร Stablecoin
ปัจจุบัน Visa มีโปรแกรมบัตรชำระเงินที่เชื่อมกับ Stablecoin ทำงานอยู่บนเครือข่ายมากกว่า 160 โปรแกรม ส่งผลให้ปริมาณการชำระเงิน เติบโตเกือบ 200% ต่อปี และทะลุระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยพุ่งขึ้นถึง 15 เท่าจากปีก่อนหน้า
แต่บริษัทฟินเทคเกิดใหม่เหล่านี้ มักติดปัญหาการขอสินเชื่อทุนหมุนเวียน จากธนาคารดั้งเดิมที่ต้องใช้เวลานานและมีเงื่อนไขซับซ้อน
เพื่อแก้ปัญหานี้ Visa จึงจับมือกับ Credit Coop แพลตฟอร์มปล่อยกู้แบบกระจายอำนาจ นำโมเดลสินเชื่อบนบล็อกเชนมาทดลองใช้ตั้งแต่ปี 2023 โดยใช้ Smart Contract ช่วยอนุมัติ จัดการหลักประกัน และชำระคืนเงินกู้อัตโนมัติ ซึ่งสามารถปล่อยสินเชื่อ เพื่อการชำระเงินไปได้แล้วมากกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการกู้ยืมกว่า 3,000 ครั้ง และชำระคืนอัตโนมัติอีกกว่า 9,000 ครั้ง โดยยังคงสถิติอัตราการผิดนัดชำระหนี้เป็นศูนย์ ในทุกโครงการที่เข้าร่วม
ที่มา : coindesk
มุมมองผู้เขียน : หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ ก็อาจกลายเป็นต้นแบบให้ธนาคารอื่น ๆ ต้องเร่งปรับตัวตาม สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ Visa จะขยายความร่วมมือไปสู่แพลตฟอร์มปล่อยกู้รายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ รวมถึงคู่แข่งสำคัญอย่าง Mastercard และ Stripe จะเคลื่อนไหวตอบโต้ด้วยกลยุทธ์ในลักษณะไหน

