bitkub-banner

มูลนิธิ Ethereum กางแผนอัปเกรดบล็อกเชนครั้งใหญ่ ตั้งเป้าป้องกันภัยคุกคามจากควอนตัมภายใน 2029

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ทีมงาน Protocol Cluster ของมูลนิธิ Ethereum ได้ประกาศแผนงานอย่างเป็นทางการเพื่อผลักดันให้เครือข่าย Layer 1 สามารถต้านทานการโจมตีจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์ในทุกระดับชั้นภายในเดือนธันวาคมปี 2029
  • มูลนิธิประเมินว่าภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่สามารถเจาะทะลวงระบบเข้ารหัสที่บล็อกเชนใช้งานอยู่ในปัจจุบันอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในปี 2030 ซึ่งทำให้ทีมนักพัฒนาจำเป็นต้องกำหนดเส้นตายที่ชัดเจนเพื่อเร่งปรับปรุงระบบความปลอดภัยของเครือข่ายล่วงหน้า
  • แผนการดังกล่าวจะเริ่มต้นหลังจากการอัปเกรด Glamsterdam ในเดือนธันวาคม 2026 โดยจะตามมาด้วยการอัปเกรด Hegota ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญและจะต้องมีการทำ Hard Fork อย่างต่อเนื่องถึงห้าครั้งเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายการป้องกันภัยขั้นสูงสุดตามกรอบเวลาที่ตั้งไว้

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

เนื่องจากการตื่นตัวของทีมนักพัฒนาในการอุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางเทคโนโลยีในอนาคตจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสถาบันได้อย่างยั่งยืน

มูลนิธิ Ethereum ได้เผยแพร่แผนการดำเนินงานฉบับใหม่ที่มุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยของเครือข่ายบล็อกเชนเพื่อเตรียมรับมือกับยุคของเทคโนโลยีควอนตัม โดยทีมงาน Protocol Cluster ได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายในการทำให้โครงสร้างพื้นฐาน Layer 1 ของ Ethereum สามารถต้านทานการโจมตีจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนธันวาคมปี 2029 ซึ่งความพยายามนี้จะครอบคลุมระบบการทำงานหลักทั้งสามส่วนได้แก่การประมวลผล การฉันทามติ และการจัดการข้อมูล

แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ทีมนักพัฒนาต้องเร่งดำเนินการคือความกังวลเกี่ยวกับ Q-day หรือจุดที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงพอที่จะถอดรหัสอัลกอริทึมความปลอดภัยที่บล็อกเชนส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้งานอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาพัฒนาอีกยาวนาน แต่มูลนิธิ Ethereum ประเมินว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาจทำให้ภัยคุกคามนี้เกิดขึ้นได้เร็วที่สุดภายในปี 2030 การกำหนดเส้นตายด้วยตนเองจึงเป็นกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้เครือข่ายต้องเผชิญกับความเสี่ยงเมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีควอนตัมถูกนำมาใช้งานจริง

สำหรับเส้นทางสู่การต้านทานควอนตัมนั้นจะเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมหลังจากการอัปเกรดเครือข่ายในชื่อ Glamsterdam ที่วางกำหนดการไว้ในเดือนธันวาคม 2026 โดยหลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการอัปเกรด Hegota ซึ่งทีมนักพัฒนามองว่าเป็นบันไดขั้นแรกที่ขาดไม่ได้ หากเครือข่ายต้องการไปให้ถึงเป้าหมายสูงสุดภายในปี 2029 ระบบจะต้องผ่านการทำ Hard Fork อีกถึงห้าครั้งด้วยความถี่ประมาณ 7.2 เดือนต่อครั้ง ซึ่งถือเป็นตารางงานที่เร่งรัดอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทีมงานยังมีแผนสำรองด้วยการอัปเกรดแบบค่อยเป็นค่อยไปในกรอบเวลา 12 เดือนเพื่อให้เครือข่ายมีความสามารถในการต้านทานควอนตัมในระดับพื้นฐานก่อน

ที่มา: u.today


มุมมองส่วนตัวประเมินว่า การที่มูลนิธิ Ethereum เลือกที่จะไม่รอให้ปัญหาเข้ามาใกล้ตัวแล้วค่อยแก้ไขถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมและแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมบล็อกเชน เทคโนโลยีควอนตัมถือเป็นภัยคุกคามระดับโครงสร้างที่สามารถบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของคริปโตเคอร์เรนซีได้ทั้งระบบ การวางแผนระยะยาวที่ชัดเจนเช่นนี้จะช่วยให้เครือข่ายมีเวลาปรับตัวและทดสอบระบบความปลอดภัยแบบใหม่ได้อย่างรอบคอบ ซึ่งความโปร่งใสและความกระตือรือร้นของทีมนักพัฒนาจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและตอกย้ำสถานะของ Ethereum ในฐานะแพลตฟอร์ม Smart Contract อันดับหนึ่งของโลกต่อไป