สรุปข่าว
- ร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่มุ่งหวังสร้างความชัดเจนให้กับโครงสร้างตลาดคริปโตในสหรัฐอเมริกาไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในวุฒิสภาได้ถึง 60 เสียง ทำให้กฎหมายถูกตีตกและต้องรอความหวังใหม่ในรัฐสภาสมัยหน้า
- ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมมองว่าการปัดตกครั้งนี้จะไม่ทำให้ตลาดพังทลายหรือเกิดการเทขายอย่างรุนแรง เนื่องจากตลาดได้ซึมซับข่าวร้ายนี้ไปบ้างแล้วผ่านตลาดทำนายผล ประกอบกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง SEC และ CFTC ก็กำลังเดินหน้าออกกฎระเบียบของตนเองอยู่แล้ว
- อย่างไรก็ตาม การขาดกฎหมายระดับประเทศที่ชัดเจนจะส่งผลเสียต่อความมั่นใจในระยะยาว เนื่องจากกฎของหน่วยงานสามารถถูกแก้ไขได้ง่ายหากมีการเปลี่ยนตัวผู้นำ ซึ่งอาจบีบให้บริษัทคริปโตและสถาบันการเงินต้องย้ายฐานไปทำธุรกิจในยุโรปที่มีกฎหมาย MiCA รองรับอย่างชัดเจนแทน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากความผิดหวังที่ร่างกฎหมายสำคัญไม่ผ่านสภาอาจทำให้ตลาดเกิดความผันผวน แต่ในระยะยาวผลกระทบอาจเป็น Neutral ถึง Bullish อ่อนๆ เพราะอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐที่มีอยู่
วงการคริปโตเคอร์เรนซีในสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับความผิดหวังครั้งใหญ่เมื่อความพยายามในการผลักดันร่างกฎหมาย CLARITY Act ให้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาต้องพบกับความล้มเหลว ร่างกฎหมายที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นตัวช่วยสร้างความชัดเจนและวางโครงสร้างพื้นฐานให้กับตลาดคริปโตไม่สามารถรวบรวมเสียงโหวตสนับสนุนได้ถึงเกณฑ์ 60 เสียง ทำให้เส้นทางของกฎหมายฉบับนี้ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวและอาจต้องไปลุ้นกันใหม่ในรัฐสภาสมัยหน้าหลังการเลือกตั้ง
แม้จะเป็นข่าวร้าย แต่ปฏิกิริยาของบรรดาผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมกลับไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด Connor Howe ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Enso ระบุว่าความล้มเหลวในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ตลาดถอยหลังกลับไปสู่จุดวิกฤตเหมือนในปี 2022 เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลทั้ง SEC และ CFTC ต่างก็มีแผนการจัดระเบียบตลาดของตนเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าปัญหาที่แท้จริงคือเรื่องของความทนทานของกฎหมาย เพราะกฎเกณฑ์ที่ออกโดยหน่วยงานสามารถถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาหากมีการเปลี่ยนตัวประธาน แตกต่างจากกฎหมายที่ผ่านสภาซึ่งจะต้องใช้กระบวนการทางรัฐสภาในการแก้ไข ทำให้สถาบันการเงินและธนาคารขนาดใหญ่อาจยังคงลังเลที่จะกระโดดเข้ามาในตลาดอย่างเต็มตัว
ทางด้าน Barnali Biswal CEO ของ Hilbert Group ประเมินว่าเหตุการณ์นี้จะไม่กระตุ้นให้เกิดการเทขายอย่างรุนแรงเพราะตลาดทายผลได้คาดการณ์ความเสี่ยงนี้ไว้แล้ว แต่แน่นอนว่ามันจะทำให้โมเมนตัมของตลาดสะดุดลงและทำให้สถาบันต่างๆ ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจภายใต้กฎระเบียบที่กระจัดกระจายต่อไป สอดคล้องกับมุมมองของ Katherine Kirkpatrick Bos หัวหน้าฝ่ายกฎหมายจาก Chainlink Labs และ Frederik Gregaard CEO ของ Cardano Foundation ที่ชี้ให้เห็นว่าความล่าช้าของสหรัฐอเมริกากำลังจะกลายเป็นข้อได้เปรียบของภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะในยุโรปที่มีการบังคับใช้กฎหมาย MiCA อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้นักพัฒนาและนักลงทุนรู้กฎกติกาอย่างกระจ่างแจ้งและอาจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลออกจากสหรัฐอเมริกาได้ในที่สุด
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า การถูกปัดตกของร่างกฎหมาย CLARITY Act ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่ยังคงมีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล แม้ในระยะสั้นอาจทำให้เกิดความผันผวนและกดดันให้ผู้เล่นบางส่วนต้องเทขายเพื่อลดความเสี่ยง แต่ในภาพรวมระยะยาวอุตสาหกรรมนี้ก็ยังมีทางไปต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพากฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล หรือการย้ายฐานไปยังประเทศที่มีความชัดเจนมากกว่า ตราบใดที่เทคโนโลยีบล็อกเชนยังคงมีประโยชน์และสามารถสร้างมูลค่าได้จริง การเติบโตของตลาดคริปโตก็จะยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่อาจจะไม่ได้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

