bitkub-banner

ลือหึ่ง! สี จิ้นผิง วูบระหว่างงานประชุม BRICS 2026 พบภาวะหลอดเลือดสมองอุดตัน 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • โซเชียลมีเดีย X แชร์ข่าวลืออ้างว่า สี จิ้นผิง ล้มป่วยหมดสติระหว่างการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 18 ที่นิวเดลี ก่อนถูกลำเลียงกลับปักกิ่งด้วยเครื่องบินพิเศษเพื่อผ่าตัดด่วน
  • ต้นตอข่าวมาจาก Wanjun Xie ประธานพรรคประชาธิปไตยจีน กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกรัฐบาลจีนขึ้นบัญชีดำ ขณะที่กระทรวงต่างประเทศอินเดียออกโรงเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนนี้
  • ข้อเท็จจริงจากที่ประชุม BRICS ชี้ว่า สี จิ้นผิง เพียงเดินทางกลับโรงแรมพักผ่อนหลังภารกิจแน่นทั้งวัน ไม่มีการนำส่งโรงพยาบาลตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

เนื่องจากเป็นข่าวลือที่ถูกตรวจสอบแล้วว่าไม่เป็นความจริง ทั้งกระทรวงต่างประเทศอินเดียและระบบ Community Notes บน X ต่างยืนยันตรงกันว่าข้อมูลนี้คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จึงไม่น่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดในระยะยาว แม้ช่วงแรกที่ข่าวแพร่กระจายอาจทำให้นักลงทุนบางกลุ่มเกิดความกังวลใจในระยะสั้นก็ตาม

กระแสข่าวลือเรื่องสุขภาพของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งจีน กำลังแพร่สะพัดอย่างหนักบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X โดยมีการอ้างว่า ผู้นำจีนล้มหมดสติระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 18 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ก่อนถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินพิเศษกลับปักกิ่งอย่างเร่งด่วน และส่งตัวเข้าโรงพยาบาลทหาร 301 ด้วยเฮลิคอปเตอร์ทางทหาร แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายฝ่ายแล้ว พบว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่มีมูลความจริงรองรับ

ต้นตอข่าวลือมาจากไหน

คนที่จุดกระแสนี้ขึ้นมาคือ Wanjun Xie ประธานพรรคประชาธิปไตยจีน กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตั้งฐานอยู่นอกประเทศจีนและถูกรัฐบาลปักกิ่งสั่งห้ามดำเนินกิจกรรม เขาอ้างว่า แพทย์วินิจฉัยพบผู้นำจีน ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบขั้นรุนแรง จนต้องเข้ารับการผ่าตัดกะทันหัน

ทางฝั่งอินเดียไม่ได้นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศอินเดียออกแถลงการณ์เตือนประชาชนถึงข่าวปลอมและโพสต์บิดเบือนที่กำลังแพร่กระจายอยู่บนโลกออนไลน์ทันที 

ขณะเดียวกันโพสต์ต้นทางของ Xie บน X ก็ถูกระบบ Community Notes ติดป้ายเตือนว่า เนื้อหาไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทั้งรัฐบาลจีนหรืออินเดียแต่อย่างใด

เกิดอะไรขึ้นจริงในที่ประชุม BRICS

สี จิ้นผิง เดินทางถึงนิวเดลีเมื่อวันที่ 12 กันยายน เพื่อร่วมประชุมสุดยอด BRICS ซึ่งนับเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกในรอบ 7 ปีของเขา ตลอดการประชุมเขาเข้าร่วมหารือกับผู้นำชาติต่าง ๆ อย่างครบถ้วน พร้อมขึ้นกล่าวปราศรัยเรียกร้องให้กลุ่ม BRICS มีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

นอกจากนี้ ยังได้จัดการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย เพื่อพูดคุยประเด็นความตึงเครียดบริเวณชายแดน และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ

ส่วนที่มาที่ไปของประเด็นการไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำในช่วงค่ำวันนั้น ซึ่งมีประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน และผู้นำอีกหลายชาติเข้าร่วม โดยส่งรัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ เข้าร่วมแทนตัวเอง 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เป็นเพียงเพราะสี จิ้นผิง เดินทางกลับโรงแรมที่พักเพื่อพักผ่อนหลังจากภารกิจที่แน่นตลอดทั้งวันเท่านั้น ไม่ได้มีการนำตัวส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินในอินเดียตามที่มีการปล่อยข่าวลือแต่ประการใด

รู้จักพรรคประชาธิปไตยจีน ผู้อยู่เบื้องหลังข่าวลือนี้

พรรคประชาธิปไตยจีนก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและอดีตผู้ร่วมชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี 1998 ก่อนจะถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนสั่งห้ามและจับกุมแกนนำในเวลาต่อมา ทำให้กลุ่มนี้ต้องย้ายฐานไปดำเนินกิจกรรมในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในจีนอย่างต่อเนื่อง

ด้วยพื้นฐานที่เป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลจีนโดยตรง การกล่าวอ้างเรื่องสุขภาพของ สี จิ้นผิง ในครั้งนี้จึงถูกมองว่า เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้

ข่าวลือทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้นำระดับสูงของจีนที่มักถูกจับตาเรื่องสุขภาพและเสถียรภาพทางการเมืองอยู่เสมอ แต่ในกรณีนี้ทั้งหลักฐานภาคสนาม และการยืนยันจากหน่วยงานรัฐบาลอินเดียต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นข้อมูลเท็จ

ที่มา : economictimes


มุมมองผู้เขียน : ข่าวลือทำนองนี้มักปรากฏขึ้นอยู่เรื่อยๆ ทุกครั้งที่ผู้นำจีนมีภารกิจเดินทางไปเยือนต่างประเทศในเชิงยุทธศาสตร์ โดยมักถูกกลุ่มขั้วตรงข้ามทางการเมืองนำมาใช้เป็นเครื่องมือปล่อยข่าวปลอมเพื่อสร้างความสับสน สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ ทางการจีนจะออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการหรือไม่ เพราะการปล่อยให้เรื่องเงียบไว้นานอาจยิ่งเปิดโอกาสให้ข่าวลือแพร่สะพัดรุนแรงขึ้น แม้ว่าตัวเนื้อหาจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องไม่จริงก็ตาม