สรุปข่าว
- Mysten Labs จับมือ Google Cloud พัฒนา Verifiable Agent Arbiter (VAA) ระบบตรวจสอบการทำงานของ AI Agents
- ใช้ Walrus และ Sui Blockchain บันทึกหลักฐานเพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง และช่วยตรวจสอบข้อผิดพลาดของ AI
- มุ่งตอบโจทย์องค์กรและกฎระเบียบ เพิ่มความโปร่งใสในการใช้ AI ลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาดและข้อพิพาททางธุรกิจ
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Mysten Labs ผู้พัฒนาบล็อกเชน Sui ร่วมมือกับ Google Cloud พัฒนาระบบ Verifiable Agent Arbiter (VAA) เพื่อให้สามารถตรวจสอบการทำงานของ AI Agents ได้ตั้งแต่คำสั่งเริ่มต้นจนถึงการตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยเก็บข้อมูลไว้ใน Google Cloud Storage และใช้ Walrus กับเชน Sui บันทึกหลักฐานที่ช่วยตรวจสอบการแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง ความร่วมมือดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Blockchain ในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ AI
หนึ่งในฝันร้ายที่สุดขององค์กรธุรกิจเมื่อคิดจะนำ AI มาใช้งานจริง คือปัญหา “AI มั่วข้อมูล” หรือการที่ระบบตัดสินใจผิดพลาด ทำงานหลุดกรอบนโยบาย และกุตัวเลขขึ้นมาเองโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ยิ่งในยุคที่ AI ถูกยกระดับสู่การเป็น Agent อัตโนมัติที่ต้องเจรจา ซื้อขาย และทำธุรกรรมแทนมนุษย์ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจสร้างความเสียหายทางกฎหมายและการเงินมหาศาล
ล่าสุด Mysten Labs ผู้พัฒนาบล็อกเชน Sui จึงได้จับมือกับยักษ์ใหญ่คลาวด์อย่าง Google Cloud พัฒนาระบบ Verifiable Agent Arbiter (VAA) ขึ้นมา เพื่อตัดปัญหาความมั่วซั่วและสร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใสระดับองค์กร
กลไกของ VAA ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการกุข้อมูลโดยตรง ด้วยการจับตาดูทุกย่างก้าวการทำงานของ AI อย่างละเอียด ตั้งแต่คำสั่งตั้งต้น (Prompt) แหล่งข้อมูลที่เรียกใช้ การประมวลผล ไปจนถึงการตัดสินใจสุดท้าย โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ใน Google Cloud Storage ขององค์กร แต่จะมีการสร้าง Cryptographic Proof ฝากไว้บนแพลตฟอร์ม Walrus และบันทึกยืนยันความถูกต้องผ่านบล็อกเชน Sui ทำให้บันทึกทุกขั้นตอนไม่สามารถถูกลักลอบดัดแปลง ลบ หรือแต่งเติมข้อมูลย้อนหลังเพื่อปกปิดข้อผิดพลาดได้
ความโปร่งใสนี้ช่วยให้ทีมผู้ดูแลสามารถย้อนรอยตรวจสอบได้ทันทีเมื่อผลลัพธ์ของ AI ส่อเค้าผิดเพี้ยน โดยระบบสามารถจำลองเหตุการณ์ย้อนหลัง เพื่อระบุได้ชัดเจนว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไรกันแน่ เช่น ตัวโมเดลประมวลผลหลอนไปเอง ถูกคำสั่งพร้อมพ์ภายนอกหลอกล่อ หรือมีการละเมิดกฎของบริษัท ซึ่งช่วยให้คู่ค้าที่ใช้ AI ทำงานร่วมกันสามารถคลี่คลายข้อพิพาทเรื่องข้อมูลที่ไม่ตรงกันได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แทนที่จะต้องเสียเวลาหลายวันในการค้นหาว่าฝ่ายใดให้ข้อมูลมั่ว
นอกจากจะสกัดกั้นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแล้ว ระบบนี้ยังช่วยให้ภาคธุรกิจมีความพร้อมรับมือกับกฎระเบียบเข้มงวดระดับสากลอย่าง EU AI Act ที่เตรียมบังคับใช้บทลงโทษปรับสูงถึง 15 ล้านยูโรสำหรับองค์กรที่ไม่มีระบบบันทึกประวัติการทำงานของ AI ที่เชื่อถือได้
ความร่วมมือครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการติดตั้ง “กล้องหน้ารถ” และ “ใบเสร็จตรวจสอบ” ให้กับปัญญาประดิษฐ์ เปลี่ยนยุคสมัยแห่งความเคลือบแคลงที่ต้องคอยลุ้นว่า AI จะให้ข้อมูลมั่วหรือไม่ ไปสู่ยุคที่ทุกคำตอบและการตัดสินใจต้องพิสูจน์ความจริงได้ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์
ที่มา: prnewswire
มุมมองผู้เขียน: ความร่วมมือกับ Google Cloud ช่วยเพิ่มการมองเห็นให้กับ Sui และสะท้อนโอกาสในการนำ Blockchain มาใช้ร่วมกับ AI ระดับองค์กร ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นในระบบนิเวศ Sui

