สรุปข่าว
- Citadel Securities และ BNY ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถูกโทเคนไนซ์บนบล็อกเชนสำเร็จเป็นครั้งแรก
- เป็นความเคลื่อนไหวของสถาบันการเงินดั้งเดิมสองรายใหญ่ที่ลงมือใช้บล็อกเชนกับสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดอย่างพันธบัตรสหรัฐฯ
- ยังเป็นธุรกรรมแรกที่รายงานออกมา ต้องติดตามว่าจะขยายเป็นการใช้งานจริงในวงกว้างหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข่าวนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการนำบล็อกเชนไปใช้ในการเงินดั้งเดิม แต่เป็นธุรกรรมนำร่องเพียงรายการเดียวและไม่เกี่ยวข้องกับเหรียญใดโดยตรง จึงยังไม่มีปัจจัยกระตุ้นราคาที่ชัดเจนในระยะสั้น
Citadel Securities และ BNY ทำธุรกรรมที่ใช้บล็อกเชนซึ่งเกี่ยวข้องกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถูกโทเคนไนซ์สำเร็จเป็นครั้งแรก ตามรายงานจาก Watcher.Guru เมื่อเวลา 03:41 น. ของวันที่ 14 ต.ค. ตามเวลาไทย ข้อมูลนี้ตรงกับที่ Crypto Rover รายงานเช่นกัน โดยระบุว่าทั้งสองสถาบันได้ชำระธุรกรรมบนบล็อกเชนที่เกี่ยวกับพันธบัตรสหรัฐฯ ในรูปแบบโทเคนเป็นครั้งแรก
ทำไมธุรกรรมนี้จึงสำคัญ
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นสินทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันและสำรองสภาพคล่องมากที่สุดในระบบการเงินโลก การที่ผู้ร่วมตลาดรายใหญ่อย่าง Citadel Securities ซึ่งเป็นผู้ทำตลาดขนาดใหญ่ และ BNY ซึ่งเป็นธนาคารผู้รับฝากทรัพย์สินรายสำคัญ ลงมือชำระธุรกรรมบนบล็อกเชน ถือเป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีนี้เริ่มถูกทดสอบกับตลาดหลักของการเงินดั้งเดิมจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในวงของคริปโต
Citadel กับท่าทีต่อเรื่องโทเคนไนซ์
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Citadel เตือน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ว่าการโทเคนไนซ์ต้องสร้างนวัตกรรมจริง ไม่ใช่แค่ช่องโหว่ทางกฎหมาย การที่ Citadel Securities ลงมือทำธุรกรรมจริงกับพันธบัตรโทเคนครั้งนี้จึงน่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีนี้ แต่ต้องการให้ใช้งานในกรอบที่ชัดเจนและมีมูลค่าจริง
นอกจากนี้ Jamie Dimon เคยยอมรับว่า JPMorgan ต้องเร่งโทเคนไนซ์ เพราะบล็อกเชนสร้างคู่แข่งรายใหม่ขึ้นมา แนวโน้มจากฝั่งการเงินดั้งเดิมจึงเดินไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นข่าวดีเชิงโครงสร้างมากกว่าข่าวที่ทำให้ราคาขยับทันที เพราะเป็นแค่ธุรกรรมแรก ยังไม่รู้ขนาดของธุรกรรมหรือรายละเอียดทางเทคนิค แต่การที่ชื่อใหญ่แบบนี้ลงมือเองก็ทำให้เห็นว่าทิศทางของการเงินดั้งเดิมกำลังขยับเข้ามาหาบล็อกเชนจริง ๆ สิ่งที่ควรจับตาต่อคือจะมีสถาบันอื่นตามมาหรือไม่ และธุรกรรมแบบนี้จะขยายเป็นปริมาณมากขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งอาจส่งผลดีทางอ้อมต่อบล็อกเชนที่ถูกใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว
ที่มา: @WatcherGuru
ภาพจาก AI

