สรุปข่าว
- ปริมาณซื้อขาย Spot บนเว็บเทรดแบบรวมศูนย์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีเมื่อเดือนกรกฎาคม ต่ำกว่าจุดสูงสุดของปี 2025 ราว 60% นักลงทุนรายย่อยหายไปจำนวนมาก เหลือนักลงทุนมืออาชีพที่เทรดอนุพันธ์เป็นหลัก
- เว็บเทรดรายใหญ่ปรับโมเดลธุรกิจ หันไปหารายได้นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมเทรด ทั้ง Tokenization, Prediction Market และดอกเบี้ยจากเงินสำรอง โดยรายได้ที่ไม่ใช่การเทรด คิดเป็น 61% ของ Gemini, 60% ของ Kraken และ 48% ของ Coinbase
- Binance ขยายส่วนแบ่งตลาด Spot เป็น 38.7% ในไตรมาส 2 และใช้กลยุทธ์ลงทุนสวนวัฏจักร ทุ่มสร้างรากฐานในช่วงตลาดหมี
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา :Neutral
ข่าวนี้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมมากกว่าปัจจัยที่กระทบราคาโดยตรง ปริมาณซื้อขายที่ตกต่ำเป็นสัญญาณลบต่อสภาพคล่องและความสนใจของนักลงทุนรายย่อย แต่การที่เว็บเทรดรายใหญ่ทุ่มลงทุนใน Tokenization และสินทรัพย์ในโลกจริงถือเป็นบวกต่อระบบนิเวศระยะยาว สองแรงนี้หักล้างกัน ราคาจึงยังไม่มีทิศทางชัดเจนจากข่าวนี้
หากเปรียบธุรกิจกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซีเป็นธุรกิจที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน โมเดลของมันคงไม่ต่างอะไรกับ “ด่านเก็บค่าผ่านทาง” ตราบใดที่มีรถวิ่งเข้าออกตลอดเวลา เจ้าของด่านก็สามารถนั่งเก็บค่าผ่านทางได้ทุกวินาที โดยไม่สนว่าราคาเหรียญจะพุ่งขึ้นหรือดิ่งลง แต่คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ถนนเส้นนี้เงียบเหงาลงอย่างกะทันหัน?
ตัวเลขล่าสุดสะท้อนภาพความจริงที่น่าใจหาย เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายสปอตบนกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ (CEX) ได้ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี หรือหดตัวลงถึง 60% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในปี 2025 แม้ตัวเลขจะเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้างในเดือนสิงหาคม แต่บรรยากาศโดยรวมก็ยังห่างไกลจากคำว่าคึกคัก
นักลงทุนรายย่อยซึ่งเคยเป็นขุมทรัพย์หลักของกระดานเทรดในช่วงตลาดกระทิง ต่างพากันถอยห่างออกจากตลาด ทิ้งให้พื้นที่กว่า 70% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด ตกเป็นของกลุ่มเทรดเดอร์มืออาชีพที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดอนุพันธ์ด้วยการใช้เลเวอเรจเป็นหลัก
หากเป็นในอดีต ภาวะวอลุ่มแห้งเหือดแบบนี้คงส่งผลให้เว็บเทรดหลายแห่งต้องทยอยปิดตัวหรือล้มละลายไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจในรอบวัฏจักรนี้คือ พวกเขาไม่ได้กำลังจะตายลง ทว่ากำลังถูกบีบให้ต้อง “กลายพันธุ์” จนแทบจะไม่เหลือเค้าโครงของเว็บเทรดแบบเดิมอีกต่อไป
หรือคำตอบจะอยู่ที่การนำโลกการเงินดั้งเดิมขึ้นมาไว้บนบล็อกเชน?
Simon McLoughlin ซีอีโอของ Uphold ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลาดคริปโทในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับมองเห็นการเคลื่อนตัวของคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ ที่ไม่ได้พึ่งพาอารมณ์ของนักลงทุนรายย่อยอีกต่อไป
“ยุคแห่งการทดลองได้จบลงแล้ว ตอนนี้คือยุคแห่งการใช้งานจริง” McLoughlin ระบุ พร้อมชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินแบบดั้งเดิมทั้งหมดกำลังเตรียมย้ายฐานขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชน
คำว่า Tokenization หรือการนำสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น กองทุนรวม พันธบัตร และหุ้น มาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลที่ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง อาจเป็นคำที่คนในวงการพูดพร่ำกันมานานนับ 10 ปี แต่ McLoughlin ย้ำว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มันกำลังเกิดขึ้นจริงในระดับโครงสร้าง เมื่อธนาคารยักษ์ใหญ่แทบทุกแห่งในสหรัฐฯ ต่างกำลังเร่งนำกองทุนของตนขึ้นมาอยู่บนบล็อกเชน
เมื่อเห็นทิศทางลมเปลี่ยน Uphold จึงเลือกที่จะไม่ฝากชะตากรรมไว้กับค่าธรรมเนียมการเทรดรายวัน แต่หันไปทุ่มทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินดั้งเดิมย้ายระบบขึ้นสู่บล็อกเชน ควบคู่ไปกับการเพิ่มสินทรัพย์แบบ Tokenized บริการกู้ยืม และการสร้าง Yield เข้าไปในแอปพลิเคชัน
จากบริษัทที่เคยสร้างตัวขึ้นมาด้วยกระดานเทรด วันนี้การซื้อขายเหรียญกำลังถูกลดบทบาทลงให้เป็นเพียง “หนึ่งในฟีเจอร์” ของแอปพลิเคชันการเงินแบบครบวงจรเท่านั้น

ทำไมวิกฤตสภาพคล่องถึงกลายเป็นโอกาสทองของผู้นำตลาด?
ท่ามกลางตลาดหมีที่ซบเซา ผลกระทบกลับไม่ได้ถูกแบ่งสรรอย่างเท่าเทียม ข้อมูลชี้ว่า ปัจจุบันปริมาณการซื้อขาย Spot รายวันมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก กระจุกตัวอยู่ในกระดานเทรดยักษ์ใหญ่เพียง 6 แห่งเท่านั้น
โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่าง Binance ที่กลับยิ่งขยายอิทธิพลได้มากขึ้นในช่วงขาลง ด้วยการกวาดส่วนแบ่งตลาด Spot ไปครองได้ถึง 38.7% ในไตรมาสที่ 2
Yi He ซีอีโอร่วมของ Binance อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “การย้ายเงินทุนไปสู่แหล่งที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือกว่า” เพราะยิ่งตลาดซบเซา เทรดเดอร์ก็ยิ่งต้องวิ่งหาแพลตฟอร์มที่มีสภาพคล่องลึกที่สุด มีส่วนต่างราคาซื้อขายแคบ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เสถียร เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการได้ราคาที่ไม่ตรงปก (Slippage) เวลาส่งคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่
แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามยิ่งกว่าคือ ในจังหวะที่คนส่วนใหญ่ในตลาดกำลังกลัวและชะลอการลงทุน ทำไมยักษ์ใหญ่รายนี้ถึงเลือกเดินเกมสวนทาง?
“เราใช้กลยุทธ์ลงทุนสวนวัฏจักรตลาด ช่วงตลาดขาลงคือเวลาที่เราลงทุนอย่างจริงจังที่สุด” เหอ อี้ อธิบายแนวคิดเบื้องหลัง โดยมองว่าตลาดกระทิงคือช่วงของการขยายขีดความสามารถเพื่อรับมือกับดีมานด์ แต่ตลาดหมีคือเวลาทองของการเข้าซื้อกิจการในต้นทุนที่ถูกลง และวางรากฐานเพื่อรอรอบถัดไป
เธอย้ำว่า “ปริมาณการซื้อขายที่ลดลง กับพื้นฐานธุรกิจที่อ่อนแอลง เป็นคนละเรื่องกัน”
หากย้อนกลับไปดูวิกฤตปี 2022 ตลาดคริปโทต้องพังทลายเป็นโดมิโนจากการล้มละลายและความไม่โปร่งใสของบริษัทใหญ่ แต่วันนี้โครงสร้างตลาดได้เปลี่ยนไปแล้ว กฎระเบียบมีความชัดเจนขึ้น นักลงทุนสถาบันก้าวเข้ามาเต็มตัว และเม็ดเงินในกลุ่ม RWA ก็ยังคงเติบโตสวนทางกับวอลุ่มเทรดที่ลดลง
สำหรับ Binance ตัวชี้วัดที่แท้จริงในวันนี้ จึงไม่ใช่การถามว่า “มีคนเทรดมากแค่ไหน” แต่คือการดูว่า “เม็ดเงินทุนกำลังไหลไปพักอยู่ที่ไหน” ต่างหาก

วันที่รายได้หลักไม่ได้มาจากการเทรด
รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบัน “รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการเทรด” ได้กลายมาเป็นรายได้หลักของหลายบริษัทไปแล้ว โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 61% ของ Gemini, 60% ของ Kraken และ 48% ของ Coinbase
คำถามคือ รายได้เหล่านี้มาจากไหน?
ส่วนแรกมาจากดอกเบี้ยรับที่เกิดจากการนำเงินสำรองจำนวนมหาศาลไปพักไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย และส่วนที่สอง มาจากการเร่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถทำเงินได้ในทุกสภาวะตลาด ไม่ว่ากราฟ Bitcoin จะขึ้นหรือลง
หนึ่งในสมรภูมิใหม่ที่กำลังดุเดือดที่สุดคือ Prediction Market หรือตลาดซื้อขายสัญญาตามผลลัพธ์ของเหตุการณ์ในโลกจริง ตั้งแต่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ไปจนถึงผลการแข่งขันกีฬา
หลังจากที่ Gemini ได้รับไฟเขียวจากคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐฯ (CFTC) ให้เปิดบริการนี้ได้ครบทั้ง 50 รัฐ ไม่นานนักทั้ง Coinbase และ Kraken ต่างก็กระโดดเข้ามาชิงเค้กในตลาดนี้ทันที เพราะนี่คือกิจกรรมที่ดึงดูดผู้ใช้งานได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอให้ตลาดคริปโทเป็นขาขึ้น

ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ กำลังรุกหนักเรื่องตลาดทายผล ทางด้าน Binance ก็กำลังมองเกมที่ใหญ่กว่านั้น ด้วยการเตรียมเปิดทางให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงหุ้นสหรัฐฯ ในรูปแบบ Tokenized ที่เปิดให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการขยายฐานผู้ใช้งานให้แตะระดับ 3,000 ล้านคนทั่วโลก
การปรับตัวของกระดานเทรดคริปโทในปีนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ยุคของการนั่งรอเก็บค่าผ่านทางจากการเก็งกำไรเหรียญเพียงอย่างเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว
“เรากำลังสร้างธุรกิจที่เติบโตได้แม้ในช่วงตลาดหมี เพราะช่วงเวลานี้เองคือ จังหวะที่เราจะสร้างรากฐานสำหรับอนาคต ไม่ใช่รอให้ตลาดขึ้นไปถึงจุดสูงสุดก่อนแล้วค่อยลงมือทำ” คำกล่าวทิ้งท้ายของ Yi He อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของปรากฏการณ์นี้
และเมื่อวันที่เส้นแบ่งระหว่าง “กระดานเทรดคริปโท” กับ “สถาบันการเงินดั้งเดิม” เลือนรางลงจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน คำถามที่เราอาจต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ก็คือ ในวัฏจักรตลาดรอบหน้า แอปพลิเคชันที่คุณเปิดขึ้นมาเพื่อซื้อหุ้น พันธบัตร หรือทายผลเลือกตั้ง แท้จริงแล้วมันคือแอปธนาคาร หรือเว็บเทรดคริปโทที่แปลงร่างมาแล้วกันแน่?
ที่มา : thestreet
มุมมองผู้เขียน : ภาพที่เห็นคือ การจัดระเบียบอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ เว็บเทรดที่พึ่งค่าธรรมเนียมจากรายย่อยอย่างเดียวจะอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนรายใหญ่ที่มีทุนหนาและกระจายรายได้ได้ จะยิ่งแข็งแรงและกินส่วนแบ่งตลาดต่อไป

