สรุปข่าว
- กระแสคาดการณ์ว่า “Black Monday” อาจเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2026 กำลังแพร่กระจายบนโซเชียล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเทคโนโลยี
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Bitcoin, Ethereum และสัญญาซื้อขายหุ้น AI บางรายการเกิดแรงเทขายฉับพลันช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนฟื้นตัวกลับมา
- อย่างไรก็ตาม The Kobeissi Letter มองในอีกมุมว่า กระแสคาดการณ์ตลาดพังที่รุนแรงอาจสวนทางกับทิศทางตลาดจริง จึงยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจะเกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 1987
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
ความกังวลเกี่ยวกับการเทขายในตลาดหุ้นอาจกดดัน Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยง หากนักลงทุนลดความเสี่ยงและโยกเงินไปถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม หากความกลัวรุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน กระแสขายอาจคลี่คลายได้เช่นกัน จึงไม่ควรใช้คำเตือนเรื่อง Black Monday เป็นหลักฐานว่าตลาดจะร่วงหนักแน่นอน
กระแสคาดการณ์ว่า “Black Monday” หรือวันจันทร์ที่ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง กำลังแพร่กระจายบนโซเชียลมีเดียก่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการวันที่ 19 ตุลาคม 2026 โดย The Kobeissi Letter ซึ่งเป็นสำนักวิเคราะห์ตลาดการเงิน ได้พูดถึงกระแสความกลัวดังกล่าว ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาความผันผวนจากหุ้นเทคโนโลยี ราคาน้ำมัน และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
ความกังวลครั้งนี้เกิดขึ้นหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ด้วยแรงขาย โดยดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 2.19% ในวันศุกร์ ขณะที่ S&P 500 ลดลง 1.22% และ Dow Jones ลดลง 0.55% ส่วนดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงมากกว่า 4% ตลอดทั้งสัปดาห์ สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในหุ้นเทคโนโลยี
Bitcoin และ Ethereum ร่วงอย่างรุนแรงช่วงสุดสัปดาห์
ความผันผวนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดหุ้น เพราะตลาดคริปโตเคอร์เรนซีซึ่งเปิดซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงก็เผชิญแรงเทขายฉับพลันเช่นกัน โดย Bitcoin และ Ethereum ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วก่อนฟื้นกลับ ขณะที่สัญญาซื้อขายหุ้น AI บางรายการร่วงลงมากถึงประมาณ 5% ก่อนจะดีดตัวกลับมา
การเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่าเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้นในช่วงสุดสัปดาห์ หรือเป็นสัญญาณเตือนก่อนตลาดหุ้นเปิดทำการ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าแรงเทขายดังกล่าวเกิดจากสาเหตุเดียวกันทั้งหมด หรือเป็นสัญญาณว่าจะเกิดวิกฤตในวันจันทร์
สำหรับ Bitcoin ความเสี่ยงสำคัญคือ หากตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรง นักลงทุนอาจลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต ขณะเดียวกัน หากเกิดการล้างพอร์ตของผู้ใช้เลเวอเรจจำนวนมาก ก็อาจเร่งให้ราคาเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นได้
Black Monday ปี 1987 คืออะไร และจะเกิดซ้ำได้หรือไม่?
คำว่า Black Monday มาจากเหตุการณ์วันที่ 19 ตุลาคม 1987 ซึ่งดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลงประมาณ 22.6% ภายในวันเดียว ถือเป็นหนึ่งในการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
การนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับตลาดในปี 2026 ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี การลงทุนใน AI และความผันผวนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินในปัจจุบันมีโครงสร้าง กฎระเบียบ และระบบจัดการความเสี่ยงแตกต่างจากปี 1987 จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเหตุการณ์จะเกิดซ้ำเพียงเพราะตลาดกำลังเผชิญแรงขาย
นอกจากนี้ The Kobeissi Letter ยังเสนออีกมุมว่า กระแสคาดการณ์ตลาดพังที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางอาจกลายเป็นสัญญาณสวนทางกับตลาด โดยมีการกล่าวถึงโอกาสที่ดัชนี S&P 500 จะปรับขึ้นไปถึง 8,000 จุดในอนาคต ซึ่งเป็นมุมมองเชิงคาดการณ์ ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าตลาดจะฟื้นตัวแน่นอน
นักลงทุนควรรับมืออย่างไร หากตลาดผันผวนหนักในวันจันทร์?
สิ่งที่ควรติดตามในช่วงเปิดตลาดคือทิศทางของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Nasdaq และ S&P 500 รวมถึงดัชนีความผันผวน VIX ซึ่งสะท้อนระดับความกังวลของนักลงทุนในตลาดออปชัน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันและผลตอบแทนพันธบัตรก็เป็นตัวแปรสำคัญ เพราะอาจส่งผลต่อความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
สำหรับนักลงทุนคริปโต ควรจับตาระดับราคาสำคัญของ Bitcoin และ Ethereum ตลอดจนข้อมูลการล้างพอร์ตและปริมาณซื้อขาย หากตลาดหุ้นเปิดลงแรง ก็ไม่ควรรีบสรุปว่า Bitcoin จะร่วงในสัดส่วนเดียวกัน แต่ควรประเมินการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์แต่ละประเภทและความเสี่ยงของพอร์ตตัวเองด้วย
ผู้เขียนมองว่า สิ่งที่น่าจับตาในวันจันทร์นี้ไม่ใช่เพียงว่าตลาดจะเกิด Black Monday จริงหรือไม่ แต่คือการดูว่าแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีจะขยายไปยังตลาดการเงินส่วนอื่นหรือเปล่า กระแสบนโซเชียลอาจทำให้ความกลัวเพิ่มขึ้นได้ แต่ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าตลาดจะพัง นักลงทุนจึงควรเตรียมรับมือความผันผวน หลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจเกินตัว และไม่ตัดสินใจซื้อขายด้วยความตื่นตระหนกเพียงอย่างเดียว

