สรุปข่าว
- Meta (META) และ Palantir (PLTR) ยื่นคัดค้านการที่ OKXICE TSV จะนำหุ้นของตนไปทำเป็นโทเคนซื้อขายบนแพลตฟอร์ม ตามสิทธิ์ที่ระบุไว้ในข้อยกเว้นนวัตกรรมของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ
- รายชื่อนี้เปิดเผยในประกาศของ OKXICE เมื่อวันที่ 5 พ.ย. พร้อมกับ S&P Global, KLA และ Super Micro Computer ทำให้บริษัทที่คัดค้านรวม 67 แห่ง
- จากรายชื่อเดิม 62 บริษัท มี 56 บริษัทปฏิเสธแล้ว เหลือเพียง 6 แห่งที่เป็นบริษัทสายคริปโต ซึ่งทำให้ขอบเขตธุรกิจของแพลตฟอร์มแคบลงมาก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข่าวนี้กระทบโดยตรงกับโครงการโทเคนหุ้นของ OKX และ ICE มากกว่าราคาคริปโตโดยรวม ยังไม่มีสัญญาณว่าจะกดดันราคา Bitcoin หรือเหรียญหลัก แต่สะท้อนว่าการเชื่อมหุ้นดั้งเดิมเข้ากับคริปโตยังเจอแรงต้านจากฝั่งบริษัทจดทะเบียน
ตามรายงานจาก SB Recommendations Meta และ Palantir ปฏิเสธโทเคนหุ้นที่ OKXICE จะนำมาให้ซื้อขาย เมื่อตรวจสอบกับข้อมูลที่ยืนยันแล้ว เรื่องนี้มาจากประกาศสาธารณะของ OKXICE เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2569 และสื่อการเงินรายงานต่อเนื่องในวันที่ 6 พ.ย. ข่าวที่หมุนเวียนกันอยู่ในวันที่ 8 พ.ย. จึงเป็นการสรุปซ้ำ ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ จุดที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงคือ Meta และ Palantir ไม่ได้ “ปฏิเสธการจดทะเบียน” เพราะทั้งสองบริษัทไม่เคยยื่นขอจดทะเบียนโทเคนใด ๆ แต่ใช้สิทธิ์คัดค้านเพื่อไม่ให้ OKXICE นำหุ้นของตนไปทำเป็นโทเคนโดยบริษัทไม่มีส่วนร่วม
คำว่า “จดทะเบียน” ที่ทำให้เข้าใจผิด
ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วระบุว่า OKXICE ตั้งใจนำโทเคนที่แทนหุ้นสามัญของบริษัทต่าง ๆ มาเปิดให้ซื้อขายโดยที่บริษัทผู้ออกหุ้นไม่ได้ร่วมมือด้วย ตามข้อยกเว้นนวัตกรรมที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ออกเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 แพลตฟอร์มต้องแจ้งบริษัทเจ้าของหุ้นล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน และบริษัทมีสิทธิ์ยื่นคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อสกัดการทำโทเคนจากบุคคลที่สามได้ Meta และ Palantir ใช้สิทธิ์นี้ ซึ่งต่างจากการ “ปฏิเสธการจดทะเบียน” ตามที่โพสต์ต้นทางใช้
บริษัทใหญ่แห่คัดค้านต่อเนื่อง
OKXICE TSV LLC เป็นกิจการร่วมทุนสัดส่วน 50-50 ระหว่าง OKX และ Intercontinental Exchange (ICE) เจ้าของตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) ยื่นแจ้งความประสงค์ต่อ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 4 ต.ค. พร้อมรายชื่อบริษัทเป้าหมายแรก 62 แห่ง หลังจากนั้นหลายบริษัทเริ่มทยอยคัดค้าน ตั้งแต่ Microsoft, Alphabet และ Goldman Sachs ช่วงกลางเดือนตุลาคม ไปจนถึง Amazon, Tesla, Apple และ Netflix ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ประกาศของวันที่ 5 พ.ย. เพิ่มอีก 5 บริษัท คือ Meta, Palantir, S&P Global, KLA และ Super Micro Computer ตัวเลขล่าสุดคือ 56 จาก 62 บริษัทเดิมปฏิเสธแล้ว เหลือเพียง 6 แห่ง ได้แก่ Strategy (MSTR), Coinbase (COIN), Robinhood (HOOD), Circle (CRCL), Securitize (SECZ) และ BitGo (BTGO)
ทำไมบริษัทดั้งเดิมถึงถอยออก
ข้อมูลที่ตรวจสอบระบุว่าความกังวลหลักของบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ความเสี่ยงด้านการดูแลสินทรัพย์ สิทธิของผู้ถือหุ้น และภาระทางกฎหมาย หากโทเคนที่บุคคลที่สามสร้างขึ้นเกิดปัญหา ขณะที่ฝั่งตลาดเอง สภาพคล่องของหุ้นโทเคนแบบกระจายศูนย์ยังบางมาก ข้อมูลจาก Dune Analytics ชี้ว่าพูลซื้อขายหุ้นโทเคนตัวกลางมีสภาพคล่องเพียงราว $92 เมื่อหุ้นเทคและชิปรายใหญ่ถอนตัวเกือบหมด แพลตฟอร์มจึงมีแนวโน้มเหลือเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มสำหรับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโต
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่องความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเทคและ AI ไว้ใน หุ้นสหรัฐฯ ร่วงช่วงเปิดตลาด มูลค่าหายราว $4.5 แสนล้าน จากแรงเทขายหุ้นเทคและ AI
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวร้ายของคริปโตโดยตรง แต่เป็นบทเรียนว่าแนวคิดนำหุ้นดั้งเดิมมาซื้อขายบนบล็อกเชนโดยที่บริษัทเจ้าของหุ้นไม่เอาด้วย เจอกำแพงแรงกว่าที่หลายคนคาดไว้ สิ่งที่น่าจับตาต่อคือ OKXICE จะปรับโมเดลไปทางความร่วมมือกับบริษัทผู้ออกหุ้นโดยตรงหรือไม่ และ ก.ล.ต. สหรัฐฯ จะมีท่าทีอย่างไรกับข้อยกเว้นนี้ต่อไป ใครสนใจกลุ่มสินทรัพย์โทเคนควรอ่านรายละเอียดให้ครบ อย่าดูแค่พาดหัวโพสต์ เพราะคำว่า “ปฏิเสธการจดทะเบียน” ทำให้เข้าใจเรื่องคลาดเคลื่อนได้ง่าย
ที่มา: @SBRecommendations
ภาพจาก AI
