<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เจ้าของกลุ่ม Bitcoin Thai Club อยากให้คุณเป็นหุ้นส่วนกับชาวนาไทยด้วยเทคโนโลยี Blockchain

ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ติดอันดับท็อปเท็นของโลกที่สามารถผลิตข้าวคุณภาพสูงและส่งออกได้เอง แต่ในขณะเดียวกันหลายๆคนก็คงจะรู้กันดีถึงสภาพการทำงานและผลตอบแทนของชาวนาไทยที่ไม่ค่อยจะคุ้มค่าเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะปัญหาเรื่องนายทุนหรือพ่อค้าคนกลางที่คอยเอารัดเอาเปรียบผู้ปลูกข้าว ซึ่งมาวันนี้ คุณธันวา สงวนสินหรือเจ้าของกลุ่ม Bitcoin Thai Club บนเฟสบุคหรือนักเคลื่อนไหวบุกเบิกทางด้านเทคโนโลยี blockchain แห่งประเทศไทยได้นำพามาซึ่งไอเดียในการสร้าง cryptocurrency ที่ชื่อว่า Hommalicoin ที่หวังว่าจะสามารถช่วยให้วงจรอุบาทว์นี้จบสิ้นไปได้ภายในระยะเวลา 3-4 ปี

เป็นหุ้นส่วนกับชาวนา

โดยปกติแล้ว การทำเหรียญ cryptocurrency ขึ้นมา 1 เหรียญนั้นจะต้องมีจุดประสงค์และต้องอ้างอิงแหล่งที่มา อย่างเช่นบิทคอยน์ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อแจ้งเกิดเทคโนโลยี blockchain และต้องการให้ผู้บริโภคหันหลังให้กับธนาคาร

Hommalicoin หรือ HMC นั้นแจ้งเกิดบนพื้นฐานไอเดียที่ต้องการจะขจัดนายทุนหรือพ่อค้าคนกลางทิ้งไป ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อข้าวกับชาวนาได้โดยตรง แต่มันมีมากกว่านั้นตรงที่ Hommalicoin เป็นเหรียญ cryptocurrency ที่ราคานั้นถูกผูกติดกับข้าวเกษตรอินทรีย์ระดับพรีเมียมอย่างแบรนด์ ข้าวหอมมะลิอำนาจเจริญ ที่คุณธันวาคอนเฟิร์มว่าปลอดภัยและอร่อยกว่าข้าวหอมมะลิตามท้องตลาดทั่วๆไป โดย 1 เหรียญ HMC สามารถที่จะนำไปแลกซื้อข้าวหอมมะลิ อำนาจเจริญได้ 1 กิโลกรัม ซึ่งแผนการแจกเหรียญที่ว่านี้ ทางคุณธันวาอยากจะให้มองมันเป็นหุ้น ซึ่งเมื่อผู้ซื้อข้าว 10 กิโลกรัม 1 ถุงด้วยเงินสด (กิโลกรัมละ 80-120 บาท) ทางผู้ซื้อจะได้เหรียญ HMC 1 เหรียญแบบฟรีๆมาเก็บไว้ในกระเป๋าเหรียญของ Counterparty อีกด้วย

“หุ้นของธุรกิจ  จึงไม่ควรต่ำไปว่าราคาสินค้าที่ขาย ส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้น ที่ไม่ต้องกังวลไปว่าราคาหุ้นจะตกต่ำมากในอนาคต”

กล่าวโดยคุณธันวา โดยจุดที่น่าสนใจคือการจัดสรรหุ้นด้วยเทคโนโลยี blockchain คือเป็นแบบ decentralization (การกะจาย) กล่าวคือผู้ถือหุ้นสามารถตรวจสอบได้ผ่าน Block Explorer ซึ่งคุณธันวาเชื่อว่าการจัดสรรหุ้นด้วยวิธีนี้จะช่วยขจัดปัญหาเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสได้ แต่จุดที่น่าสนใจกว่าคือผู้ถือเหรียญ HMC นั้นสามารถที่จะนำไปขายแลกเป็นเหรียญ XCP และเอาเหรียญ XCP ไปขายแลกต่อเป็นบิทคอยน์ได้ หรือจะเอาบิทคอยน์ไปขายต่ออีกทีเพื่อแลกเป็นเงินบาทก็ได้ โดย 1 เหรียญ HMC ปัจจุบันมีมูลค่าเท่ากับ 167.70 บาท ซึ่งการซื้อขายนั้นสามารถทำได้บนเว็บแลกเปลี่ยน Counterparty ผู้ซื้อขายสามารถที่จะมั่นใจได้ว่าการเทรดทุกครั้งปลอดภัย เพราะระบบนั้นวิ่งอยู่บน blockchain ของบิทคอยน์ทำให้ไม่มีคนกลางมาควบคุม หมดปัญหาเรื่องเว็บเทรดปิดหนีหรือโดนแฮกแบบสมัยก่อน

วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

เรียนจบสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผสมกับวัยเด็กที่รักการปลูกข้าวเป็นชีวิตจิตใจ คุณธันวาได้ผสมผสานเทคโนโลยีกับเกษตรกรรมและผลิตออกมาเป็นโปรเจ็คที่มุ่งหวังจะช่วยเหลือกลุ่มคนที่เป็นกระดูกสันหลังของไทย โดยเริ่มต้นจากการสร้างเหรียญ HMC ออกมา 1,000,000,000 เหรียญเพื่อรอการแจกจ่ายให้กับกลุ่มผู้บริโภคหรือนักลงทุนที่ให้ความสนใจในการเป็นหุ้นส่วนกับชาวนา โดยเริ่มต้นจากการเป็น Private Local Business และวางแผนที่จะเติบโตเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อดึงดูดนักลงทุนอีกด้วย

“โปรเจค HOMMALICOIN ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่  ยังเป็น Private Local Business แถมยังไม่มีกฎหมายมารองรับตัว CryptoCurrency เพราะฉะนั้นอยู่ที่ความไว้ใจกันส่วนบุคคลล้วนๆ ครับ ถ้าเกิดชิ่งหนีไป ไม่รับผิดชอบ นักลงทุนก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำใจอย่างเดียว แต่ในอนาคต มีแผนจะปรับเปลี่ยนเป็นวิสาหกิจชุมขน  ที่จะต้องไปขึ้นทะเบียนกับทางภาครัฐ จะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นครับ”

กล่าวโดยคุณธันวา หลังจากนั้นยังได้มีการวางโรดแมป โดยมีแผนเพื่อที่จะคว้า Organic Certification ในปี 2019 ที่จะถึงนี้

ในขณะเดียวกัน เมื่อถามถึงความกังวลในเรื่องของกฏหมายไทยที่ยังไม่มีการรองรับเทคโนโลยี Blockchain อย่างเป็นที่แน่ชัด ซึ่งอาจส่งผลให้การจดทะเบียนหุ้น HMC ต้องเป็นเพียงแค่ความคิดในอากาศ คุณธันวาให้ทางออกในกรณีนี้โดยเป็นแผนสำรองในการจดทะเบียนเป็นคูปองแลกซื้อแทน

ในปี 2017 ที่จะถึงนี้ จะเป็นที่เชื่อกันว่าเทคโนโลยบลอคเชนนั้นจะเป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยตัวอย่างในปัจจุบันก็มีให้เห็นในหลายๆประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย และบางประเทศในยุโรป รวมถึงไทยที่มีธนาคารกสิกรซึ่งเป็นผู้นำร่องไปก่อนแล้ว โดยทางผู้เขียนเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเทคโนโลยีนี้อาจจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่แห่งการจัดสรรผลประโยชน์ส่วนกลาง ซึ่งไม่สามารถมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถมาเอารัดเอาเปรียบใครได้อีกต่อไปดั่งเช่นเคสของพ่อค้าคนกลางกับชาวนาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้