<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เหรียญ JPM Coin ของ JPMorgan คืออะไร: นวัตกรรมใหม่ หรือเป็นเพียงแค่การตลาดเพื่อทำกำไร

ความเห็นจากนาย Ben Jessel หัวหน้าแผนก Blockchain ของบริษัท Kadena ซึ่งเป็นบริษัททางด้าน Blockchain ที่จัดการเกี่ยวกับโซลูชั่น Blockchain ของสาธารณะและเอกชนเผยว่า:

โลกของ Blockchain และธนาคารเริ่มจะมาบรรจบกันเมื่อ JP Morgan ประกาศสร้างเหรียญ stablecoin ของตนเองซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีให้เห็นอยู่บ่อยนักซึ่งก็ทำให้ทั้งสังคมของการธนาคารและสังคมคริปโตต่างตื่นเต้นกับการเคลื่อนไหวนี้รวมถึงชุมชนของคริปโตเคอร์เรนซีด้วยเช่นกัน แต่มันเป็นสิ่งที่ควรจะตื่นเต้นหรือไม่?

ประเด็นคือพัฒนาการของ Blockchain อาจจะไม่ได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดมากนักจนกระทั่งเกิดประกาศจากทาง JP Morgan ที่มีการนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาเกี่ยวข้อง สังคมต่างก็รอฟังข่าวด้วยความตื่นเต้น

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีผู้จัดการด้านนวัตกรรม Blockchain ของธนาคารเพื่อการลงทุน Wall Street สอบถามไปยัง JP Morgan เกี่ยวกับ stablecoin ที่จะเปิดตัวออกมารวมถึงสอบถามว่าพวกเขาควรที่จะตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร

ธนาคารเป็นจุดเริ่มต้นของ Blockchain และหลังจากนั้นหลายปี Blockchain ก็ถูกนำไปใช้เพิ่มมากขึ้น สถาบันหลายแห่งเริ่มที่จะทำการสำรวจเทคโนโลยีนี้มากขึ้น ในขณะที่สถาบันอีกหลายแห่งก็ตั้งใจที่จะเป็นสถาบันแห่งแรกที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่นี้มาใช้โดยมิได้ทำการศึกษาอย่างเพียงพอจนได้บทเรียนราคาแพง จากนั้นเมื่อ Blockchain มีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น เห็นได้จากการที่ JP Morgan ประกาศเปิดตัวเหรียญของตนเอง บรรดาสถาบันที่ทำการสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ต่างก็ชั่งใจว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือยังที่จะเริ่มเข้ามาสู่โลกของ Blockchain อย่างจริงจังและกลายเป็นสถาบันแห่งแรกที่ตามทันเทคโนโลยีใหม่นี้

การประกาศเปิดตัวเหรียญ JPM Coin เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเพราะมันเป็นสัญญาณว่าองค์กรใหญ่ของ Wall Street ที่มีซีอีโอที่ค่อนข้างจะตั้งแง่สงสัยกับคริปโตเคอร์เรนซีเริ่มที่จะทำลายเส้นกั้นระหว่างสถาบันธนาคารกับโลกของคริปโตเคอร์เรนซี

แต่ความจริงมันมีอะไรมากกว่านั้น สิ่งที่ JP Morgan ทำอาจจะตีความได้ว่าเป็นการตลาดมากกว่าการยอมรับเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจจุดประสงค์ของการเป็นเหรียญ stablecoin เสียก่อน

JPM Coin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร?

เหรียญ stablecoin ของ JP Morgan ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหา 2 ประการของตลาดการเงิน กล่าวคือประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงและกระบวนการชำระหนี้ที่มีไม่เพียงพอรวมถึงความไม่เสถียรด้านราคาของคริปโตเคอร์เรนซี

การชำระเงินคือกระบวนการจ่ายเงินผ่านทางเครดิตและเดบิตจากบัญชีธนาคารของผู้ถือเป็นการทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินเพื่อทำการโอนหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้หรือตราสารอนุพันธ์ นอกจากนี้ยังมีรายงานเผยว่าการชำระหนี้กว่า 1.6 พันล้านล้านเหรียญสหรัฐโดย DTCC เกิดขึ้นภายใน 1 ปี จึงกล่าวได้ว่าการชำระหนี้เป็นลักษณะสำคัญของตลาดการเงินและการชำระเงินทางธนาคารในวันนี้กลายเป็นธุรกิจที่ราคาแพงมากด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน

เหตุผลประการหนึ่งคือการชำระเงินใช้เวลาค่อนข้างนาน ไม่ค่อยจะมีการชำระเงินแบบทันทีให้เราเห็นเท่าไรซึ่งก็มีเงินหลายกองด้วยกันที่ควรที่จะชำระเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาหนึ่งแต่กลับไม่สามารถชำระเงินให้เสร็จสิ้นได้ต้องรอจนถึงสิ้นวันนั้นหรือในบางกรณีอาจจะต้องรอเป็นวันเลยก็ได้ เงินหลายพันล้านดอลลาร์ไม่สามารถถูกจัดการอย่างเป็นระบบทำให้เราติดกับดักในเรื่องของสภาพคล่องและค่าใช้จ่ายที่แพงมากอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น กรณีของเงินกู้ร่วมใช้เวลามากกว่า 7 วันในการจ่ายเงิน การชำระเงินจึงกลายมาเป็นข้อท้ายทายอีกประการหนึ่งสำหรับธนาคารข้ามชาติที่มีการปฏิบัติงานซับซ้อน

ธนาคารข้ามชาติใหญ่ ๆ อาจจะเป็นทั้งเจ้าหนี้ของคู่สัญญาในประเทศหนึ่งและลูกหนี้ในหนี้จำนวนเดียวกันนี้กับคู่สัญญาอีกประเทศหนึ่งในเวลาเดียวกันเพราะการทำงานของธนาคารค่อนข้างจะกว้างและซับซ้อนเนื่องจากธนาคารอาจจะไม่สามารถโอนเงินได้แบบเต็มจำนวนทันทีหลังจากหักภาษีต่าง ๆ แล้วธนาคารจึงจำเป็นต้องหาหลักประกันเพื่อชำระหนี้

นอกจากนี้การรักษาสภาพคล่องข้ามประเทศหลาย ๆ ประเทศเพื่อคาดคะเนความต้องการในการชำระเงิน (หรือ“float”) อาจมีภาระค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากจะต้องสำรองเงินในส่วนนี้

เปรียบเทียบเหรียญดิจิตอลกับชิปในคาสิโน

Blockchain จะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเวลาสำหรับการชำระเงินลง ทำให้สถาบันการเงินต่าง ๆ สามารถที่จะทำธุรกรรมได้ทันทีไม่จำเป็นต้องรอจนหมดวัน (หรืออาจจะมากกว่านั้นหากเป็นหุ้นของบริษัท) โดยการใช้เงินดิจิตอลโอนระหว่างกันแทนการใช้เครดิตหรือเดบิต

เงินดิจิตอลนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “เหรียญเพื่อการชำระหนี้” ลองนึกภาพตามว่ามันเป็นเหรียญที่คล้าย ๆ กับเหรียญที่ใช้ในการพนันที่คาสิโนใน Las Vegas

ในคาสิโนจะมีข้อตกลงให้คนที่เข้ามาเล่นต้องแลกเงินเป็นชิปที่ Bellagio เพื่อนำมาใช้เล่นรูเล็ตที่ Venetian และจากนั้นก็จ่ายเงินที่ MGM Grand ในกรณีของสถาบันการเงินชิปก็คือเงินดิจิตอลในรูปแบบของ “เหรียญเพื่อการชำระหนี้ (Settlemet Coin)”

เงินที่อยู่ในบัญชีจะถูกเก็บไว้ในรูปแบบของเหรียญดิจิตอลโดยการเทรดที่เกิดขึ้นก็คือการเทรดชิปเหล่านี้โดยธนาคารจะสามารถแลกชิปเป็นเงินสดได้

ประโยชน์ที่จะได้รับคือลดความซับซ้อนของการชำระเงินลง ย่นระยะเวลาการชำระเงินและสามารถจัดการกับสภาพคล่องที่เกิดขึ้นภายในแต่ละวันได้ซึ่งหมายความว่าการทำงานจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมและมีเงินเพิ่มมากขึ้นด้วย

โปรเจ็คที่ริเริ่มการสร้างเหรียญเพื่อชำระหนี้ก็คือ Utility Settlement Coin ซึ่งเป็นเหรียญที่อิงค่า UBS ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประจำปีของอุตสาหกรรมได้ประมาณ 65-80 ล้านเหรียญสหรัฐ

เงินดิจิตอลจะถูกนำไปใช้มากขึ้นหรือไม่

ความท้าทายอีกประการหนึ่งของเงินดิจิตอลคือเรื่องความผันผวนของราคาซึ่งอัตราการแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอลมีความผันผวนสูงมากขึ้นอยู่กับ demand และเหตุการณ์ภายนอก

โดยเฉพาะ Bitcoin จะยิ่งมีความผันผวนสูงมากจากมูลค่าอยู่ที่ $2,000 ก็วิ่งขึ้นมาสู่ระดับราคาที่ $19,000 ก่อนที่จะลดลงต่ำลงมาเหลือเพียง $3,000 ภายในไม่กี่ปีทำให้การถือเหรียญดิจิตอลค่อนข้างจะมีความเสี่ยงสูงมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยน่าพึงปรารถนาสำหรับธนาคารสักเท่าไรนัก

เพราะเหตุนี้จึงทำให้เกิดแนวคิดของเหรียญ stablecoin ขึ้นซึ่งเป็นกลไกที่เงินดิจิตอลจะสามารถถูกนำไปผูกติดไว้กับมูลค่าของเงินจริงและสามารถ redeem ได้ด้วยราคาที่คงที่ เช่น US dollar ที่ถูกนำมาผูกติดกับ stablecoin จะทำให้ 1 เหรียญ stablecoin สามารถนำมาแลก US dollar ได้ 1 เหรียญเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามเหรียญ stablecoin ก็มีปัญหาอยู่เช่นกัน กล่าวคือเหรียญ stablecoin จะถูกนำไปผูกติดกับค่าเงินหนึ่ง ๆ ได้จะต้องปรากฏว่าสกุลเงินนั้นมีทุนสำรองไว้เพียงพอกับเหรียญ stablecoin ในขณะเดียวกันกรณีของ George Soros ที่เคยล้มธนาคารอังกฤษเพราะการที่มีเงินสำรองที่เพียงพอแล้วปั่นค่าเงิน กรณีเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้กับ stablecoin หากทุนสำรองที่มีมันมากพอ ก่อนหน้านี้ Tether ก็มีข่าวฉาวที่ว่าทางบริษัทไม่ได้มีทุนสำรองอย่างที่ได้กล่าวอ้างว่ามีจริง

JPM Coin จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องใด

เหรียญ stablecoin ของ JP Morgan เป็นเหรียญที่ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาประเด็นการชำระเงินและความผันผวนของราคาโดยเหรียญ JPM Coin จะสามารถนำไปใช้ชำระเงินได้และสามารถแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินจริงได้ด้วยอัตราคงที่

การที่ JP Morgan ได้ออกมาสร้างเหรียญ stablecoin ของตนเองอาจฟังดูเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ แต่จริง ๆ แล้วเหรียญ stablecoin ของ JP Morgan ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้ JP Morgan สามารถจ่ายเงินให้คู่สัญญาเพื่อแลกกับการได้รับใบรับรองดิจิตอล

จริง ๆ แล้วแนวคิดนี้มันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบบนิเวศของเงินดิจิตอลที่จะทำให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั่วโลก ในทางกลับกันเหรียญของ JP Morgan จะสามารถแลกคืนและมีการออกเหรียญผ่านทางแพลตฟอร์มของ JP Morgan เพียงเท่านั้นซึ่งก็เปรียบเสมือนการที่เราไปเล่นพนันในคาสิโนที่จะทำการซื้อขายผ่านทางชิปในคาสิโนได้เท่านั้นจะนำไปใช้ที่อื่นไม่ได้

เหรียญ stablecoin ของ JP Morgan อาจจะเรียกว่านวัตกรรมด้านเทคโนโลยีได้ไม่เต็มปากเท่าใดนักเพราะว่าหากพิจารณาฟังก์ชั่นการทำงานลึก ๆ แล้วมันเป็นการนำเทคโลยีแบบเก่ามาใช้และดีไซน์ให้ดูเหมือนเป็นเทคโนโลยีใหม่โดยการที่ JP Morgan จะให้เครดิตบัญชีของผู้ใช้เมื่อมีใบรับรองดิจิตอลแนบมาด้วยโดยมีราคาไถ่ถอนเป็นเงินดอลลาร์

กลไกการชำระเงินดิจิตอลของธนาคารนั้นมีอยู่ก่อนหน้านี้แล้วซึ่งก็คือ API (Application Programmable Interface) ซึ่งเป็นการให้บริการผ่านทางออนไลน์ เช่น กระบวนการชำระเงิน เป็นต้น

จากที่กล่าวไปทั้งหมดก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ JP Morgan ได้คิดค้นขึ้นควรที่จะถูกละเลย นวัตกรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นจาก Blockchain เพื่อนำมาพัฒนาการให้บริการทางการเงินแทนที่การดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมและเทคโนโลยีเก่า ๆ เช่น เครื่องแฟ็กซ์ที่ยังต้องมีในบริษัททุกวันนี้ก็ควรที่จะต้องได้รับความชื่นชม