<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Bitcoin กำลังก้าวไปสู่การเป็นหุ้น Apple ตอนปี 2008 ราคาจะพุ่งแตะ $60,000

ในปี 1962 นักสังคมวิทยา Everett Rogers ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรม (Diffusion of Innovations)  โดยในหนังสือได้จำแนกกลุ่มผู้บริโภคออกเป็น 5 กลุ่มดังต่อไปนี้ :

Curve ที่ยอมรับ

1. Innovators คือกลุ่มที่เรียกว่านักนวัตกรรม คิดเป็นเพียงแค่ 2.5% เท่านั้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเปิดรับนวัตกรรมหรือเทรนด์ใหม่ๆ ทันทีโดยไม่มีความกลัวที่จะลองของใหม่ มักเป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษา มีแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ยินดีรับความเสี่ยง แรงจูงใจสำคัญคือการที่คิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการจุดประกายการเปลี่ยนแปลง คนกลุ่มนี้จะยินดีอดทนกับปัญหาในระยะแรกๆ ที่อาจจะต้องพบในผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ

2. Early Adopters คือกลุ่มคนหัวก้าวหน้า เปิดรับนวัตกรรมและเทรนด์ใหม่ๆ ได้เร็ว คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 13.5% ซึ่งคนเหล่านี้มักเป็นผู้นำ มีหน้ามีตาในสังคม มองหาความได้เปรียบและเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลทางความคิดกับคนอื่นๆ โดยส่วนมาก คนเหล่านี้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องราคาเนื่องจากพวกเขาจะสามารถมองเห็นประโยชน์จากเทคโนโลยีหรือเทรนด์ต่างๆ ได้อยู่เสมอ (ถ้านึกง่ายๆ คือคนหัวใสที่รีบเอาเฟอร์บี้มาขายก่อนใครๆ)

3. Early Majority คือคนส่วนใหญ่กลุ่มแรกๆ คิดเป็นประมาณ 34% ซึ่งถ้ามาถึงคนกลุ่มนี้ได้ก็แสดงว่าเกิดเป็นกระแสหลักแล้วเนื่องจากคนกลุ่มนี้จะมีความระมัดระวังและใช้เหตุผลในการตัดสินใจพอสมควรเพราะต้องการความมั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะประสบความสำเร็จ

4. Late Majority คือคนส่วนใหญ่กลุ่มมาทีหลัง คิดเป็นอีก 34% โดยที่มาทีหลังเพราะมีความระแวง หัวเก่า และฐานะทางการเงินด้อยกว่า จะเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับราคาค่อนข้างเยอะ อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้มีความต้องการที่จะไม่ตกกระแสหลักไปซึ่งมากกว่าการคิดถึงประโยชน์ของนวัตกรรมหรือบริการเสียอีก

5. Laggards คือกลุ่มที่ล้าหลัง คิดเป็น 16% ซึ่งมักเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและด้อยการศึกษา คนกลุ่มนี้มักพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้วและไม่เชื่อในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ แถมบางทีอาจจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ

นับตั้งแต่ทฤษฎีนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมา มันก็ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม ภาพกราฟิกที่ไร้ที่ตินี้ได้อธิบายถึงลักษณะทางจิตวิทยาของแต่ละกลุ่มที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและวิธีที่พวกเขาเข้าหาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ  แต่หนึ่งในพื้นที่ที่สำคัญที่สุดที่เราควรทราบเลยก็คือ จุดแตกหักที่ชัดเจนที่เรียกว่า ‘ช่องว่าง’ ระหว่างความพึงพอใจของผู้บริโภค

ช่องว่างระหว่างความพึงพอใจของผู้บริโภค

ช่องว่างระหว่าง early adopters กับ early majority นั่นเกิดขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคต้องการรับข้อมูลและคัดลอกข้อมูลโดยอ้างอิงจากกลุ่มของพวกเขา การก้าวข้ามความพึงพอใจนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่กระแสหลักและมีความคล้ายคลึงกับวงจรชีวิตของคริปโตเคอเรนซี่ในปัจจุบัน 

ดังนั้นการข้ามช่องว่างนั้นจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการใด ๆ ที่เต็มใจให้บริการฐานลูกค้าที่มุ่งเน้นในเชิงปฏิบัติที่เพิ่มขึ้น

หนังสือของ Geoffrey A. Moore ‘Crossing Chasm’ กล่าวไว้ว่าการก้าวข้ามช่องว่างนั่นผลิตภัณฑ์ควรจะต้องเสนอโซลูชั่นที่มีความสมบูรณ์ รวมถึงการให้บริการในระดับสูงเพื่อดึงดูดนักปฏิบัติและสร้างชื่อเสียงในแบบปากต่อปากที่แข็งแกร่ง

การเติบโตของสมาร์ทโฟนเป็นตัวอย่างที่ดี

ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลก (ล้าน)

แม้ว่าตอนนี้สมาร์ทโฟนจะเป็นชื่อกันที่ใช่กันอยู่ในภาคครัวเรือน แต่การเติบโตของพวกมันในช่วงสองปีแรกของอุตสาหกรรมนี้ก็เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 20% ต่อปีเท่านั้น แต่ในช่วงห้าปีถัดมามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นไปเป็น 50% ซึ่งนี่ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีได้ย้ายไปยังกลุ่มผู้ใช้ในวงกว้างมากขึ้น

iPhone ของ Apple เปิดตัวในเดือนมิถุนายน  2007 และมียอดขายมากกว่า 300,000 เครื่องในช่วงสัปดาห์แรก ในขณะที่ iPhone 3G ได้เปิดตัวในอีกหนึ่งปีต่อมาและทำลายสถิติยอดขายพุ่งแตะ 1 ล้านเครื่องในสัปดาห์แรกของการเปิดตัว 

ในสถานการณ์เช่นนี้ เราคาดว่าจะมีกราฟที่คงที่และแข็งแกร่งสำหรับราคาหุ้นของ Apple (AAPL) แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ราคาของ Apple (AAPL)

ดังภาพที่แสดงด้านบน การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นกว่า 63% ได้เกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2007 แต่หลังจากนั้นในปี 2018 ราคาหุ้นก็ได้ร่วงลดลงกว่า 22% โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผู้ถือหุ้น เนื่องจากหุ้น AAPL ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 18 ดอลลาร์จาก 28 ดอลลาร์ในเวลาน้อยกว่าหนึ่งเดือน

ในช่วงเวลานี้ Apple ยังให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหุ้น S&P 500 ถึง 29.5% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2008

การรุกตลาดสมาร์ทโฟนของสหรัฐในตลาดโทรศัพท์มือถือ

จากข้อมูลของ ComScore แสดงให้เห็นว่าในปี 2008 การรุกของสมาร์ทโฟนสหรัฐพยายามดิ้นรนเพื่อที่จะไปให้ถึงระดับ 10% เนื่องจากผู้บริโภคยังคงมีความลังเลในช่วง ‘early adopter’ ดังนั้นนักลงทุนจึงมีเหตุผลที่จะสงสังในความคาดหวังนี้ แม้ว่าพวกมันจะมาจากบริษัทการลงทุนที่มีชื่อเสียงก็ตาม

Bitcoin ในปี 2020 เปรียบเทียบกับ Apple ในปี 2008

S&P 500 (2008) เปรียบเทียบกับ BTC-USD (2020)

ดังที่เห็นในกราฟด้านบน แบบสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า 11% ของชาวอเมริกันนั่นเป็นเจ้าของ Bitcoin ซึ่งเป็นระดับเดียวกับการรุกของสมาร์ทโฟนในช่วงเดือนธันวาคม 2008 แนวโน้มที่คล้ายคลึงกันนี้สามารถพบได้ในความผันผวนของราคาและความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin และดัชนีหุ้น S&P 500     

Apple (AAPL) และ S&P 500 ความสัมพันธ์ 90 วัน
ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้น Apple (AAPL) และ S&P 500 ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา 
Bitcoin และ S&P 500 ความสัมพันธ์ 90 วัน
ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin และ S&P 500 ในช่วง 90 วัน ที่ผ่านมา 

แม้ Bitcoin จะถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่มีข้อได้เปรียบที่เหนือเครื่องมือทางการเงินแบบดั้งเดิมและทองคำ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ได้พิสูจน์ศักยภาพที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบของมนุษย์

คำจำกัดความของเงินสดได้ถูกจารึกไว้ในสังคมด้วยระบบเงินเฟียตที่ขึ้นอยู่กับคนกลาง นอกจากนี้ ‘เงิน’ ยังมักอยู่ภายใต้การควบคุมที่ไม่แน่นอนของรัฐบาลและธนาคารกลาง ดังนั้นแล้ว Bitcoin อาจได้รับการเปลี่ยนแปลงมากมายเพื่อเข้าถึงนักปฏิบัติส่วนใหญ่ในช่วง early majority 

การเปิดตัว iPhone 4 ในเดือนมิถุนายน 2010 เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักปฏิบัติ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกล้อง 5 ล้านพิกเซลที่มีความละเอียด 720p ? หรือ FaceTime ที่เพิ่งเปิดตัว ? หรืออาจเป็นเพราะ App Store มียอดดาวน์โหลดสูงถึง 5 พันล้านครั้ง ? หรืออาจเป็นเพราะการลดลงราคาต่อสัญญารายสองปีลงเหลือ $ 99 สำหรับรุ่น 3GS ตัวเก่า

มันเป็นไปได้ว่าการรวมกันของการนำเสนอผลิตภัณฑ์และเหตุการณ์สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ได้อนุญาตให้ Apple ก้าวข้ามช่องว่างเหล่านั้นไป

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

มันเป็นเรื่องยากจินตนาการได้ว่ามันต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะก้าวข้ามช่องว่างทั้งหมดเหล่านี้ สำหรับผู้เข้าร่วมที่ตระหนักถึงประโยชน์ของ Bitcoin แต่ยังไม่ได้รับความสนใจที่มากพอ

ตัวเร่งปฏิกิริยาการยอมรับเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับร้านค้าและนักลงทุนได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ตัวอย่างเช่น BitPay และ Coinbase Commerce แต่ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ยังต้องการการปรับปรุง

นักลงทุนของ Apple ได้พาหนีออกจากตลาดไปในปี 2008 เนื่องจากความผันผวนของราคาหุ้นที่มีมูลค่าลดลงถึง 20% หรือความไม่แน่นอนในกระแสการยอมรับหลัก จนทำให้พวกเขาเสียใจในภายหลัง เนื่องจากหุ้น AAPL พุ่งสูงขึ้น 520% ​​ในช่วง 3 ปีต่อมา ได้พุ่งขึ้นสูงถึง $ 78 ในช่วงต้นปี 2012

การเติบโตที่คล้ายกันกับ Apple ของ Bitcoin จะทำให้ราคาของมันพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 59,900 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตลาดที่มีมูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 แต่หลายคนเชื่อว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้

การประเมินมูลค่าที่มีศักยภาพล้านล้านดอลลาร์สำหรับ Bitcoin นั้นคิดเป็นเพียง 10% ของมูลค่าตลาดรวมของทองคำเท่านั้น และคิดเป็นเป็นเพียง 3% ของธนบัตรทั่วโลกใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ที่มา : cointelegraph

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ