<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Bitcoin ทำลายโลกจริงไหม? ผู้เชี่ยวชาญ ESG งัดข้อมูลโต้ ‘ความเชื่อผิดๆ’ ด้านพลังงาน

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ Bitcoin ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน แม้สื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่งจะเคยโจมตีว่า Bitcoin เป็น “ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม” หรือ “แย่งไฟฟ้าจากคนยากจน” แต่ล่าสุด Daniel Batten นักวิจัยด้าน ESG ได้ออกมาโต้แย้งว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้มักเกิดจากความไม่เข้าใจ

Daniel Batten ชี้ให้เห็นว่า คำวิจารณ์ยอดฮิต เกี่ยวกับการขุด Bitcoin นั้น ขัดแย้งกับงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบ และข้อมูลจากโครงข่ายไฟฟ้าจริงอย่างสิ้นเชิง 

โดย Batten มองว่า เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกทุกอย่าง มักจะถูกโจมตีในช่วงแรก เพราะความกลัวและความไม่รู้ แม้จะมีนักวิจัยบางส่วนยังกังวลเรื่องการปล่อยคาร์บอนทางอ้อม แต่ Batten ยืนยันว่า หลักฐานทางวิชาการในปัจจุบัน ก็ไม่ได้สนับสนุนข้อกล่าวหาที่รุนแรงเหล่านั้น และสื่อส่วนใหญ่กำลังวิจารณ์จากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน

“เทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนโลกทุกอย่าง มักจะมาพร้อมกับข้อกล่าวหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจ ขาดข้อมูล และความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้”

Bitcoin ไม่ได้ใช้ทรัพยากรสูง และไม่ได้ทำให้ระบบไฟฟ้าปั่นป่วน

แนวคิดที่ว่า Bitcoin สิ้นเปลืองทรัพยากรตามจำนวนธุรกรรมนั้น เป็นความเชื่อที่ผิด โดย Daniel Batten ได้อ้างอิงงานวิจัยที่ผ่านการรับรองหลายฉบับ รวมถึงรายงาน Digital Mining Industry Report จากมหาวิทยาลัย Cambridge ปี 2025 ที่ยืนยันตรงกันว่า การใช้พลังงานหรือทรัพยากรของ Bitcoin “ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งาน” นั่นหมายความว่า เครือข่ายสามารถรองรับคนทั้งโลกได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไฟเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน

นอกจากนี้ ในด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้า การขุด Bitcoin กลับมีประโยชน์ในการช่วย “สร้างสมดุล” ให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเสียอีก เพราะเหมืองขุดสามารถปรับลดการใช้ไฟได้ทันที เมื่อมีความต้องการใช้ไฟสูงในภาคครัวเรือน ซึ่งช่วยให้ระบบไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีพลังงานหมุนเวียนสูง เช่น รัฐเท็กซัสมีความเสถียรมากขึ้น

Bitcoin ไม่ได้ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น

ข้อกล่าวหาที่ว่า Bitcoin ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นนั้น ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ ในทางกลับกัน Daniel Batten ชี้ให้เห็นว่า การขุด Bitcoin มักจะช่วย “ลดต้นทุนค่าไฟ” ให้กับผู้บริโภคทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะเหมืองขุด ช่วยรับภาระต้นทุนคงที่ของระบบไฟฟ้าในฐานะผู้ซื้อไฟส่วนเกิน 

นอกจากนี้ Daniel Batten ยังโต้แย้งประเด็นที่สื่อมักเปรียบเทียบการใช้ไฟของ Bitcoin ว่า เท่ากับประเทศบางประเทศ (เช่น ไทย หรือ โปแลนด์) ว่า เป็นการชี้เป้าที่ผิดจุด เพราะสิ่งสำคัญที่ควรโฟกัสคือ “คุณภาพของแหล่งพลังงาน” ไม่ใช่แค่ปริมาณการใช้ 

โดยในปัจจุบัน Bitcoin เป็นอุตสาหกรรมระดับโลกเพียงไม่กี่ประเภท ที่พิสูจน์ได้ว่า ใช้ “พลังงานยั่งยืน” เกิน 50% แล้ว และที่สำคัญคือ การขุด Bitcoin ไม่มีการปล่อยมลพิษโดยตรงจากตัวเครื่องเลย

ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขุด Bitcoin กำลังลดลง แหล่งที่มา: Daniel Batten

Proof-of-Stake ไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอ

การที่ Ethereum เปลี่ยนมาใช้ระบบ Proof-of-Stake (PoS) อาจทำให้ใช้ไฟฟ้าน้อยลงมาก แต่ Daniel Batten มองว่า ไม่ได้หมายความว่าจะ “ดีกว่า” Bitcoin (PoW) เสมอไป เพราะเขามองว่า เราไม่ควรเอาปริมาณการใช้ไฟฟ้าไปเหมารวมว่าเป็นความเสียหายต่อโลกเพียงอย่างเดียว 

ระบบ PoW ของ Bitcoin มีจุดแข็งที่ PoS ทำไม่ได้ เช่น การช่วยลดก๊าซมีเทน จากการเผาทิ้งในหลุมขุดเจาะน้ำมัน หรือการช่วยสร้างรายได้ให้กับโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มักจะมีพลังงานส่วนเกินถูกทิ้งเปล่า 

แม้ในทางทฤษฎีจะมีวิธีอื่นจัดการก๊าซเหล่านี้ แต่ในโลกความเป็นจริง การขุด Bitcoin คือทางเลือกเดียวที่คุ้มค่าในระดับอุตสาหกรรม และยังช่วยพยุงเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าได้ดีกว่ามาก

ภาพหน้าจอจากบทความเกี่ยวกับการควบรวมกิจการของ Ethereum ในปี 2022 ที่มา: AFR

Bitcoin ช่วยส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ไม่ได้แย่งใคร

ข้อกล่าวหาที่ว่า Bitcoin แย่งพลังงานหมุนเวียนไปจากคนทั่วไปนั้น ไม่เป็นความจริง ในทางกลับกัน Daniel Batten ยังชี้ให้เห็นว่า การขุด Bitcoin คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น เช่น โครงการ Gridless ในแอฟริกา ที่ใช้รายได้จากการขุด Bitcoin มาช่วยหล่อเลี้ยงโครงการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้คนกว่า 28,000 คนได้มีไฟฟ้าใช้ 

นอกจากนี้ งานวิจัยจากหลายสถาบันยังยืนยันว่า Bitcoin ช่วยลดการทิ้งพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ จากการเข้าไปรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และกังหันลม ในช่วงที่ผลิตได้เกินความต้องการ ทำให้ระบบไฟฟ้าชุมชนหรือไมโครกริด (Microgrid) มีความคุ้มค่าและยั่งยืนขึ้น 

ดังนั้นการบอกว่า การขุด Bitcoin คือการใช้พลังงานทิ้งขว้างจึงเป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว เพราะในความเป็นจริง พลังงานเหล่านี้ถูกนำมาใช้สร้างมูลค่า และก่อประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างมหาศาล

“คำว่า ‘การใช้พลังงานอย่างสูญเปล่า’ ไม่ได้เป็นการประเมินตามหลักความจริง แต่มันคือการใช้ความรู้สึกตัดสิน เราจะกล้าพูดได้ว่าพลังงานนั้นถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่า ก็ต่อเมื่อไม่มีประโยชน์ใดๆ เกิดขึ้นแก่ตระกูลมนุษย์เลยจากกระบวนการนั้นเท่านั้น”

ที่มา :cointelegraph