Ledger ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า “ Bitcoin Yield” ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนำ Bitcoin ที่เก็บไว้เฉย ๆ ไปสร้างผลตอบแทนได้โดยตรง ซึ่งเป็นการจับมือร่วมกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญอย่าง Lombard และ Figment
ฟีเจอร์นี้เริ่มเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา เพียงแค่กดเข้าไปที่เมนู Discover ในแอป Ledger Live ก็สามารถเริ่มต้นรับผลตอบแทนได้ทันที ถือเป็นการปลดล็อกให้ Bitcoin ไม่ได้เป็นเพียงแค่สินทรัพย์ที่เก็บไว้เพื่อรอราคาขึ้นอย่างเดียวอีกต่อไป
หลายคนอาจสงสัยว่า Bitcoin สามารถสร้างดอกเบี้ยได้ยังไง ในเมื่อ Bitcoin ไม่มีระบบ Staking เหมือนเหรียญอื่น
คำตอบคือ Ledger ใช้เทคนิคการ “แปลงร่าง” เหรียญ เมื่อคุณนำ Bitcoin เข้าสู่ระบบ มันจะถูกล็อคไว้ แล้วเปลี่ยนเป็นโทเค็นที่ชื่อว่า LBTC ของ Lombard ซึ่งมี Bitcoin ค้ำประกันอยู่แบบ 1:1
จากนั้นระบบจะนำ Bitcoin ที่ล็อคไว้ ไปทำหน้าที่เป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับเครือข่ายอื่น ผ่านโปรโตคอลที่ชื่อว่า Babylon โดยมี Figment คอยดูแลความถูกต้องของระบบ
สรุปง่าย ๆ คือ คุณแค่เอา BTC ไปล็อก แลกเป็น LBTC แล้วปล่อยให้มันไปทำงานสร้างผลตอบแทนในโลก DeFi ให้คุณเอง โดยที่คุณยังอุ่นใจได้ว่า มี Bitcoin หนุนหลังอยู่ตลอดเวลา
วิธีใช้งานฟีเจอร์นี้บน Ledger มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก เริ่มต้นจากผู้ใช้งานต้องเข้าไปที่เมนู Discover และเลือกโปรโตคอล Lombard จากนั้นคุณจะต้องทำการเซ็นอนุมัติธุรกรรมบนเครือข่าย Ethereum เพื่อระบุที่อยู่กระเป๋าเงินดิจิทัลที่คุณต้องการให้ระบบส่งเหรียญ LBTC กลับมาให้
เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว คุณก็เพียงแค่โอน BTC ไปยัง Address ที่ทาง Lombard กำหนดไว้ ระบบจะดำเนินการล็อกเหรียญของคุณ และเปลี่ยนมันเป็น LBTC ให้ โดยอัตโนมัติ ซึ่งเหรียญตัวแทนนี้เอง ที่จะเริ่มทำหน้าที่สะสมดอกผล และสร้างผลตอบแทนกลับมาให้คุณทันที
ในแง่ของผลตอบแทนฟีเจอร์นี้ Babylon Protocol จะให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 0.4% ต่อปี (APY) แม้อาจจะดูไม่สูงนัก แต่มันคือการสร้างรายได้เพิ่มจากสินทรัพย์ที่ปกติจะอยู่นิ่ง ๆ
โดยระบบนี้เปิดกว้างมากเพราะ ไม่มีการจำกัดเพดานการฝากสูงสุด และเริ่มต้นฝากขั้นต่ำเพียง 0.0002 BTC เท่านั้น (ประมาณไม่กี่ร้อยบาท)
อย่างไรก็ตาม มีข้อกำหนดเรื่องสภาพคล่องที่ต้องระวังคือ หากต้องการถอนคืนเป็น BTC จะต้องใช้เวลารอประมาณ 7 วัน แต่จุดที่น่าสบายใจที่สุดคือ เหรียญ LBTC นี้ยังคงเป็นแบบ Self-custody ซึ่งหมายความว่า สิทธิ์ในการควบคุมและ Private Key ยังคงอยู่ที่ตัวผู้ใช้งานเอง 100% ไม่ได้ถูกโอนไปให้ Ledger หรือใครเก็บรักษาแทน
เหตุผลที่ Ledger ตัดสินใจเปิดตัวฟีเจอร์นี้ เพราะพบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า ในบรรดามูลค่าตลาดของ Bitcoin ที่พุ่งสูงถึง 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ กลับมี Bitcoin เพียงแค่ 1.5% เท่านั้นที่ถูกนำออกมาใช้งานจริง ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้นิ่ง ๆ ในกระเป๋าออฟไลน์
ด้าน Jacob Phillips จาก Lombard มองว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการ “ปลุก” พลังของ Bitcoin ที่เคยหลับใหลให้กลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง
ขณะที่ทาง Figment ก็ยืนยันว่า เทคโนโลยีใหม่นี้สามารถสร้างผลตอบแทน (Yield) ให้กับผู้ถือ Bitcoin ได้ โดยไม่จำเป็นต้องแลกด้วยความปลอดภัยที่ลดลงเลยแม้แต่น้อย

