ท่ามกลางราคา BTC ที่ยืนเหนือ 90,000 ดอลลาร์ในปีนี้ คำถามสำคัญคือ การขุดยังทำกำไรได้จริงหรือไม่ ? ปัจจัยตัดสินในปัจจุบันอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเครื่องขุดที่คุณมี แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถบริหารจัดการ “ต้นทุนค่าไฟ” ให้ต่ำที่สุดเพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว
ในบทความนี้ ทางสยามบล็อกเชนจะพาไปเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการขุด Bitcoin ในปี 2026 สรุปทุกเรื่องที่นักลงทุน “ต้องรู้” ก่อนตัดสินใจกระโดดเข้าสู่สมรภูมิขุดบิทคอยน์
รางวัลบล็อก (Block Reward) จากการขุด Bitcoin
ระบบของบิตคอยน์ถูกออกแบบมาให้มีความสมดุลและแม่นยำอย่างน่าทึ่ง โดยหัวใจหลักคือ “รางวัลบล็อก” (Block Reward) ซึ่งเปรียบเสมือนค่าตอบแทนที่ระบบมอบให้แก่นักขุดที่สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ได้สำเร็จเป็นคนแรก
ปัจจุบันในปี 2026 นักขุดจะได้รับรางวัลอยู่ที่ 3.125 BTC ต่อบล็อก (บวกกับค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้งาน) โดยรางวัลนี้จะถูกหั่นครึ่งลงอีกครั้งเหลือ 1.5625 BTC ในการเกิด Halving ปี 2028 เพื่อควบคุมไม่ให้บิตคอยน์ออกมาในระบบเร็วเกินไป
นอกจากนี้ เครือข่ายยังมีระบบปรับ “ความยากในการขุด” (Difficulty) โดยอัตโนมัติทุก ๆ 2 สัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าจะมีเครื่องขุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากแค่ไหน บิตคอยน์บล็อกใหม่ก็จะถูกขุดพบเฉลี่ยทุก ๆ 10 นาทีเสมอ
เครื่องขุดบิตคอยน์ ในปัจจุบันไม่ใช่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไปที่เราใช้ทำงาน แต่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมา เพื่อทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ การแก้โจทย์คณิตศาสตร์ของบิตคอยน์ ซึ่งเราเรียกเครื่องประเภทนี้ว่า ASIC (Application-Specific Integrated Circuit)
ความพิเศษของมันคือ มีความเร็วในการคำนวณที่สูงกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปมหาศาล หัวใจสำคัญในการเลือกเครื่องขุดคือ สมการ “ความแรง (Hashrate) ผสมกับความประหยัดไฟ” เพราะยิ่งเครื่องแรงก็ยิ่งมีโอกาสแก้โจทย์ได้ก่อนคนอื่น และถ้ากินไฟน้อยลงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุนค่าไฟที่เป็นรายจ่ายหลัก ทำให้เหลือกำไรสุทธิเข้ากระเป๋ามากขึ้นนั่นเอง
Hashrate ของเครื่องขุดบิตคอยน์ คืออะไร?
Hashrate คือ “ดัชนีชี้วัดพละกำลัง” ของเครื่องขุดบิตคอยน์ ยิ่งค่านี้สูงเท่าไหร่ ก็หมายความว่า เครื่องขุดหรือเครือข่ายนั้นมีพลังในการประมวลผล เพื่อสุ่มหาคำตอบของบล็อกได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น
ในภาพรวมของเครือข่ายบิตคอยน์ ยิ่งมีคนเข้ามาขุดมากเท่าไหร่ ค่า Hashrate รวมก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความมั่นคง และความปลอดภัยของระบบ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็หมายถึงการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นสำหรับนักขุดด้วย
โดยปัจจุบันพลังขุดของคนทั้งโลกนั้นมหาศาลมาก จนต้องใช้หน่วยวัดในระดับ Exahash (ล้านล้านล้านครั้งต่อวินาที) ซึ่งในช่วงที่ตลาดคึกคักอย่างในต้นปี 2024 นักขุดทั่วโลกเคยทำรายได้รวมกันสูงถึงวันละกว่า 63 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว
ซึ่งหน่วยวัด Hasrate ได้แก่
- KH/s = พันครั้ง/วินาที
- MH/s = ล้านครั้ง
- GH/s = พันล้านครั้ง
- TH/s = ล้านล้านครั้ง
- PH/s = ล้านล้านล้านครั้ง

รายได้จากการขุดต่อ TH/s แหล่งที่มา: Coin Metrics จาก The Block Crypto Data
นักขุดกันคำนวณกำไรยังไง?
การคำนวณกำไรของการขุดบิตคอยน์ สรุปได้ด้วยหลักการง่าย ๆ คือ “รายได้ต้องชนะรายจ่าย” โดยมี ค่าไฟฟ้า เป็นต้นทุนหลักที่สำคัญที่สุด ซึ่งนักขุดต้องนำรายได้จากบิตคอยน์ที่ขุดได้ มาหักลบกับ ค่าไฟที่เครื่องใช้ไปในแต่ละวัน หากเหลือส่วนต่างที่มากพอไปทยอยหักลบกับ ค่าตัวเครื่องขุด จนหมด นั่นคือจุดคืนทุนและเริ่มทำกำไร
ในวงการนี้ ถ้าคุณมีต้นทุนค่าไฟที่ถูก และเครื่องขุดที่ประสิทธิภาพสูง คุณก็จะ “ขุดชนะ” แต่หากค่าไฟแพงกว่ามูลค่าบิตคอยน์ที่ขุดได้ ก็จะเท่ากับ “ขุดแพ้” หรือขาดทุนทันที ดังนั้นนักขุดมืออาชีพจึงต้องเฝ้าดูราคาบิตคอยน์ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพของเครื่องขุดอย่างใกล้ชิดเ พื่อให้แน่ใจว่า กิจการยังคงทำกำไรได้อยู่เสมอ
ตัวอย่างการคำนวณรายได้ จากเครื่องขุดยอดนิยมอย่าง Whatsminer M20S เพื่อช่วยให้เห็นภาพการทำธุรกิจนี้ได้ชัดเจนขึ้น
โดยเฉลี่ยแล้วเครื่องรุ่นนี้ สามารถขุดบิตคอยน์ออกมาเป็นมูลค่าได้ประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อวัน (หรือประมาณ 400-430 บาท) ทั้งนี้รายได้จะขยับขึ้นหรือลงตามราคาตลาดของบิตคอยน์ในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้คือ “รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย” เท่านั้น นักขุดยังต้องนำยอดนี้ไปหักลบกับค่าไฟฟ้าที่เครื่องกินไปตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากหักลบแล้วเหลือส่วนต่างมากพอ ก็จะกลายเป็นกำไรสุทธิที่จะนำไปชดเชยค่าตัวเครื่องขุดในลำดับถัดไป

การเปรียบเทียบรายได้ระหว่าง ASIC กับการ์ด GPU โดย F2Pool
นักขุด Bitcoin ได้เงินจากอะไรบ้าง?
รายได้ของนักขุดบิตคอยน์มาจาก 2 แหล่งหลัก ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการดูแลระบบ อย่างแรกคือ “รางวัลบล็อก” (Block Reward) ซึ่งเป็นบิตคอยน์ใหม่ ที่ระบบผลิตออกมามอบให้แก่ผู้ที่ขุดบล็อกสำเร็จเป็นคนแรก และอย่างที่สองคือ “ค่าธรรมเนียมธุรกรรม” (Transaction Fees) ที่ผู้ใช้งานจ่าย เพื่อให้ธุรกรรมของตนถูกบันทึกได้รวดเร็วขึ้น
เนื่องจากบิตคอยน์เป็นระบบการเงินที่ไม่มีธนาคารกลาง นักขุดจึงทำหน้าที่สำคัญเป็น “คนจดบัญชี” และผู้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากทั่วโลก โดยรางวัลและค่าธรรมเนียมเหล่านี้เองคือ ค่าตอบแทนความเหนื่อยยากและค่าไฟฟ้าที่นักขุดเสียไป เพื่อให้เครือข่ายบิตคอยน์ยังคงทำงานได้อย่างโปร่งใสและมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง
Bitcoin Halving คืออะไร?
Bitcoin Halving คือกลไกการ “ลดจำนวนการผลิตเหรียญใหม่ลงครึ่งหนึ่ง” ซึ่งจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในทุก ๆ ประมาณ 4 ปี เปรียบเสมือนนโยบายควบคุมเงินเฟ้อของบิตคอยน์ที่ถูกเขียนไว้ในโค้ดมาตั้งแต่ต้น
โดยในยุคแรก ปี 2009 นักขุดจะได้รับรางวัลสูงถึง 50 BTC ต่อบล็อก แต่รางวัลนี้จะถูกหั่นครึ่งลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา โดยในปี 2012 รางวัลก็ถูกหั่นเหลือ 25 BTC และลดลงอีกครั้งในปี 2016 เหลือ 12.5 BTC จนกระทั่งการ Halving ครั้งล่าสุดในปี 2024 ที่ผ่านมา รางวัลได้ลดลงเหลือเพียง 3.125 BTC และจะน้อยลงไปอีกในอนาคต
กระบวนการนี้ทำให้บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่ “หายากขึ้นเรื่อย ๆ” สวนทางกับเงินเฟียสทั่วไป และเป็นปัจจัยสำคัญที่มักจะส่งผลให้มูลค่าของบิตคอยน์พุ่งสูงขึ้นในระยะยาวเนื่องจากอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดลดลงนั่นเอง

ภาษีจากการขุด
ในโลกของการขุดบิตคอยน์นั้น “กำไรอาจมีความไม่แน่นอน” ตามราคาตลาดที่ผันผวน แต่สิ่งที่ “แน่นอนเสมอ” คือหน้าที่ทางภาษีที่นักขุดไม่สามารถเลี่ยงได้
นักขุดมืออาชีพจึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายภาษีในประเทศที่ตัวเองดำเนินการอยู่ให้ชัดเจน เนื่องจากรายได้จากการขุดมักถูกประเมินเป็นรายได้พึงประเมินตั้งแต่วินาทีที่ได้รับเหรียญเข้ากระเป๋า
และเพื่อป้องกันความผิดพลาดและลดความซับซ้อนในการทำบัญชี การเลือกใช้ “ซอฟต์แวร์ช่วยคำนวณภาษีคริปโต” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยรวบรวมข้อมูลธุรกรรม ประเมินต้นทุนค่าไฟ และคำนวณกำไรขาดทุนให้อัตโนมัติ ช่วยให้คุณยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง และไม่ต้องกังวลเรื่องการตรวจสอบย้อนหลังจากสรรพากร
จะรู้ได้ยังไงว่า ขุด Bitcoin แล้วคุ้ม?
การตัดสินว่า การขุดบิตคอยน์นั้นจะ “คุ้มค่า” หรือไม่มีตัวแปรที่ซับซ้อนกว่าที่คิด ซึ่งในบางช่วงเวลา การใช้เงินก้อนเดียวกันไป “ซื้อบิตคอยน์โดยตรง” เลย อาจจะง่ายและคุ้มกว่าในระยะสั้น แต่สำหรับผู้ที่วางแผนจัดการมาอย่างเป็นระบบ การขุด Bitcoin อาจช่วยให้คุณได้ครอบครองบิตคอยน์ในปริมาณที่มากกว่าการซื้อแล้วถือเฉย ๆ ในระยะยาว
ซึ่งหัวใจสำคัญที่แยกนักขุดที่ได้กำไรจริง ออกจากคนที่ขาดทุนคือ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การใช้ เครื่องขุดที่ทั้งแรงและประหยัดไฟ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด, การหาแหล่ง ค่าไฟราคาถูก เพื่อลดต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายรายวัน และการเลือก Mining Pool (พูลขุด) ที่ดี เพื่อให้มั่นใจว่า จะได้รับส่วนแบ่งรางวัลอย่างสม่ำเสมอและเป็นธรรม
1. เครื่องขุดที่มีประสิทธิภาพ

การเลือก เครื่องขุดที่มีประสิทธิภาพ ในปี 2026 ไม่ได้ดูเพียงแค่ว่า เครื่องไหน “แรงที่สุด” แต่ต้องมองความคุ้มค่าแบบครบวงจร
โดยเฉพาะตัวเลข วัตต์ต่อ TH (J/TH) ที่บอกว่าเครื่องนั้นใช้พลังงานประหยัดแค่ไหน ยิ่งเลขน้อยยิ่งดีต่อกำไรระยะยาว
นอกจากนี้ต้องพิจารณา ราคาต่อ TH เพื่อหาจุดคืนทุนที่เร็วขึ้น และอย่าลืมบวก ค่าโฮสติ้งหรือค่าฝากวางเครื่อง หากคุณไม่ได้ตั้งเครื่องขุดเองที่บ้าน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความทนทาน เพราะในวงการนักขุดทราบกันดีว่า “เครื่องที่เปิดได้ต่อเนื่องคือ เครื่องที่ทำเงิน”
หากซื้อเครื่องขุดราคาถูก แต่เครื่องพังบ่อย ก็ต้องมีค่าซ่อมและค่าเสียโอกาสที่จะทำให้คุณขาดทุนทันที
ซึ่งแบรนด์อย่าง MicroBT (Whatsminer) มักได้รับคำชมจากนักขุดทั่วโลกว่า มีโครงสร้างทางอุตสาหกรรมที่แข็งแรงและมีอัตราการเสีย (Failure Rate) ต่ำกว่าคู่แข่ง
ในปี 2026 นี้ เครื่องขุดรุ่นใหม่ล่าสุดที่ประหยัดไฟมาก ๆ ยังสามารถเปิดเครื่องทำกำไรต่อได้ แม้ราคาบิตคอยน์จะร่วงลงไป หากนักขุดรายนั้นมีต้นทุนค่าไฟที่ต่ำกว่า $0.05 ต่อหน่วย (kWh)

ในขณะที่เครื่องรุ่นในตำนานอย่าง Bitmain S9 ที่คนส่วนใหญ่เลิกใช้ไปแล้ว ก็ยังคงถูกเปิดใช้งานอย่างคึกคักในประเทศที่มีค่าไฟถูกเป็นพิเศษ หรือมีรัฐบาลอุดหนุน เช่น เวเนซุเอลา หรืออิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่า ต้นทุนพลังงานคือ “กำแพงสุดท้าย” ที่กำหนดว่าใครจะยังคงอยู่ในเกมการขุดได้นานที่สุด
2. ค่าไฟถูกคือหัวใจ
ความอยู่รอดของการขุดบิตคอยน์ขึ้นอยู่กับ “ตัวเลขค่าไฟ” เพียงไม่กี่จุดทศนิยมตัวอย่างเช่น หากคุณหาแหล่งพลังงานที่มีค่าไฟประมาณ $0.045 ต่อหน่วย (kWh) ได้ คุณจะยังมีกำไรหล่อเลี้ยงธุรกิจได้อย่างสบาย


แต่ถ้าต้องขุดด้วยค่าไฟบ้านทั่วไปในสหรัฐฯ หรือไทยที่สูงถึง $0.12 ต่อหน่วย คุณจะเผชิญกับภาวะขาดทุนทันที เพราะค่าไฟจะแพงกว่ามูลค่าเหรียญที่ขุดได้

ด้วยเหตุนี้ นักขุดมืออาชีพจึงต้องสรรหาแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีราคาถูกเป็นพิเศษ เช่น การไปตั้งเหมืองข้างบ่อน้ำมัน เพื่อใช้ “ก๊าซส่วนเกินที่ต้องเผาทิ้ง” มาปั่นไฟฟ้า ซึ่งแทบจะไม่มีต้นทุน ทำให้การขุดที่บ้านกลายเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงสูงและมีโอกาสขาดทุนได้ง่ายมากในยุคปัจจุบัน
3. พูลขุดที่เชื่อถือได้
ในยุคที่การแข่งขันสูงเช่นนี้ การ “ขุดเดี่ยว” (Solo Mining) แทบจะไม่มีโอกาสได้รับรางวัลเลย เพราะต้องแข่งกับพลังขุดมหาศาลจากทั่วโลก ซึ่งนักขุดส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องเข้าร่วม Mining Pool หรือ “พูลขุด” ซึ่งเปรียบเสมือนการรวมกลุ่มกันทำงาน โดยทุกคนจะแชร์พลังขุดของตัวเองเข้าไป เพื่อช่วยกันแก้โจทย์ และเมื่อพูลขุดพบรางวัล ระบบก็จะนำมาแบ่งสันปันส่วนให้สมาชิกตามสัดส่วนแรงขุดที่ส่งเข้าไป
ตัวอย่างพูลยอดนิยมในปัจจุบัน เช่น F2Pool หรือ Slush Pool โดยเฉพาะพูลที่ใช้ระบบจ่ายเงินแบบ PPS+ (Pay Per Share Plus) จะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ เพราะนักขุดจะได้รับเงินโอนเข้ากระเป๋าทุกวันอย่างสม่ำเสมอตามผลงานที่ทำได้ โดยไม่ต้องรอลุ้นดวงว่า จะขุดเจอทั้งบล็อกด้วยตัวเองหรือไม่

ค่าธรรมเนียมตอนขาย BTC
ในการเปลี่ยนบิตคอยน์เป็นเงินสด “ขนาดของธุรกรรม” คือ ตัวกำหนดอำนาจต่อรองเรื่องค่าธรรมเนียม สำหรับนักขุดรายย่อยที่ขายผ่าน Exchange หรือกระดานเทรดทั่วไป มักจะต้องแบกรับค่าธรรมเนียมการเทรด (Trading Fee) และส่วนต่างราคา (Spread) ตามมาตรฐานของแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจจะสูง หากยอดขายมีปริมาณน้อย
แต่สำหรับเหมืองขุดขนาดใหญ่ที่มีเหรียญ Bitcoin จำนวนมาก พวกเขาจะนิยมขายผ่านช่องทาง OTC (Over-the-Counter) หรือการซื้อขายตรงกับสถาบันการเงิน ซึ่งนอกจากจะเสียค่าธรรมเนียมต่ำกว่ามากแล้ว บางครั้งยังสามารถเจรจาขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดอีกด้วย
สรุปง่าย ๆ คือ ยิ่งคุณมีเหรียญในมือมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสบริหารจัดการต้นทุนตอนขายให้คุ้มค่าได้มากกว่ารายย่อยนั่นเอง

มืออาชีพ vs มือสมัครเล่น
ในยุคปัจจุบัน การขุดบิตคอยน์ได้เปลี่ยนจากงานอดิเรกในห้องนอน ให้กลายเป็น “อุตสาหกรรมมืออาชีพเต็มรูปแบบ” ที่เน้นการแข่งขันด้วยเงินทุนและเทคโนโลยี
โดยฝั่งนักลงทุนรายใหญ่ จะได้เปรียบในทุกด้าน ตั้งแต่การเข้าถึงเครื่องขุดรุ่นล่าสุดได้ก่อนใครในราคาต้นทุนโรงงาน, การดีลค่าไฟในราคาอุตสาหกรรมที่ถูกแสนถูก ไปจนถึงการมีเครื่องมือทางการเงินชั้นสูง เพื่อประกันความเสี่ยง (Hedge) ในวันที่ราคาเหรียญผันผวน
ขณะที่รายย่อย ต้องเผชิญกับความท้าทายมหาศาล ทั้งต้นทุนค่าไฟบ้านที่สูง การหาซื้อเครื่องขุดที่มักจะได้ราคาบวกกำไรมาแล้ว และกำไรที่บางลงเรื่อย ๆ จนทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นมาก
สรุปได้ว่า โลกของการขุดในปี 2026 ไม่ใช่พื้นที่สำหรับมือสมัครเล่นอีกต่อไป แต่เป็นสนามประลองของมืออาชีพที่มีการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยอดเยี่ยมเท่านั้น

ขุด Bitcoin แล้วโอนตรงเข้า Exchange ได้ไหม?
การตั้งค่าให้เหรียญที่ขุดได้ โอนตรงเข้า Exchange หรือกระดานเทรดนั้น “ทำได้” เพื่อความสะดวกในการขายเหรียญ ไปเป็นเงินสดทันที
แต่ในมุมของความปลอดภัย ขอแนะนำให้โอนเหรียญเข้าเก็บในกระเป๋าดิจิทัลที่คุณเป็นผู้ถือ Private Key เอง (Self-Custody) จะดีที่สุด เพราะการฝากเหรียญไว้ใน Exchange หมายความว่า คุณกำลังฝากเงินไว้ในกระเป๋าของคนอื่น
หากแพลตฟอร์มเกิดปัญหาหรือถูกระงับบัญชี คุณอาจเข้าถึงทรัพย์สินไม่ได้ การขุดเข้ากระเป๋าตัวเองก่อน แล้วค่อยโอนไปขายเมื่อต้องการ จึงเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณมีอำนาจควบคุมเงินที่หามาได้อย่างเบ็ดเสร็จและปลอดภัยที่สุดในระยะยาว
CPU / GPU ขุดบิตคอยน์ได้ไหม?
หากคุณกำลังคิดจะใช้ CPU หรือ GPU ( การ์ดจอ) ขุดบิตคอยน์ในตอนนี้ ต้องบอกตามตรงว่า “ไม่คุ้มค่ามานานแล้ว” เนื่องจากบิตคอยน์มีการแข่งขันสูงมากจนคอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่สามารถสู้แรงขุดของเครื่อง ASIC ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สร้างมา เพื่อแก้โจทย์บิตคอยน์โดยเฉพาะได้อีกต่อไป
หากคุณฝืนขุดด้วยการ์ดจอ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คุณอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะขุดเจอเศษเสี้ยวของบิตคอยน์ ในขณะที่บิลค่าไฟจะพุ่งสูงกว่ารายได้มหาศาล แถมยังเสี่ยงทำให้คอมพิวเตอร์พังเพราะทำงานหนักเกินไป
สรุปสั้น ๆ คือ ถ้าจะขุดบิตคอยน์ในปี 2026 นี้ จำเป็นต้องใช้เครื่อง ASIC เท่านั้น แต่ถ้าคุณมีเครื่องสเปกแรง ๆ และอยากขุดคริปโตจริง ๆ การไปขุดเหรียญ Altcoins อื่น แล้วค่อยนำไปแลกเป็นบิตคอยน์อาจจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า
ที่มา : bitbo-io

