<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

คดีพลิก! จากหนุ่มหลงสาวเอ็นวี สู่สถานะ “มิจฉาชีพ” เอี่ยวคดีคริปโตยาวเป็นหางว่าว

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าได้มีเรื่องราวหนึ่งถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย กับกรณีที่มีหนุ่มรายหนึ่งอ้างว่าถูกสาวเอ็นวีหลอกเปย์เงิน และได้ไปออกรายการโหนกระแสเพื่อร้องเรียนและชี้แจงเรื่องราว แต่เรื่องกลับผลิกผัน 360 องศา

อ้างอิงข้อมูลจากเทปออกอากาศของรายการ โหนกระแส เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา พบว่า “ต้า” บุคคลที่ได้ร้องขอความเห็นใจในกรณีก่อนหน้านี้ กลับถูกกลุ่มผู้เสียหายจดจำใบหน้าได้ และร้องเรียนเข้ามาว่าแท้จริงแล้วตัวเขาคือ “มิจฉาชีพ”

กลุ่มผู้เสียหายระบุว่า ต้ามีพฤติกรรมหลอกลวงคน กู้ยืมเงินแล้วไม่คืน มีการหลอกขายสินค้า รวมไปถึงมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจเหมืองขุด Bitcoin ที่ไม่ใช่เหมืองธรรมดา แต่เป็นเหมืองที่โดนคดี “ลักลอบขโมยไฟหลวง” สร้างความเสียหายให้กับประเทศเป็นเงินจำนวนหลายล้านบาท

ต้า ได้ใช้คดีดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการขอยืมเงินจากคนรู้จักเพื่อไปทำการ “อุดคดี” เพื่อให้ได้เครื่องขุด Bitcoin กลับคืนมา ทำให้มีผู้เสียหายหลายคนยอมใจอ่อนให้ยืมเงินเนื่องจากมองเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ท้ายที่สุดแล้วเงินก็ไม่ได้กลับคืนมาแม้แต่นิดเดียว

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เสียหายอีกรายได้ร้องเรียนเพิ่มเติมว่าได้ถูกต้าหลอกให้ใช้บัญชีธนาคารเพื่อทำธุรกรรมดิจิทัลจากการแปลงเงินบาทให้กลายเป็น Tether USDT 

ในตอนแรกต้าได้โอนเงินกว่า 2 ล้านบาทเข้าบัญชีผู้เสียหายจริง เขาจึงได้โอน USDT กลับไปให้ แต่กลับพบว่าบัญชีถูกอายัดและถูกแจ้งความข้อหาฉ้อโกงจากผู้เสียหายรายอื่นที่โอนเงินเข้ามายังบัญชีของเขา โดยที่เจ้าตัวก็ไม่ทราบ และเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีในข้อหาการฟอกเงิน

เรื่องราวยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะนอกจากการกู้ยืมและบัญชีม้าแล้ว ต้ายังมีประวัติในการต้มตุ๋นหลอกขายเครื่องขุดบิทคอยน์อีกด้วย โดยใช้เทคนิคการตั้งราคาขายถูกกว่าตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า พอเหยื่อตายใจสั่งล็อตใหญ่มากขึ้นกลับบ่ายเบี่ยงไม่ส่งของให้ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการเปิดบริการฝากทำความสะอาดเครื่องขุด ที่ต้าตัดสินใจรับเครื่องมาแต่ไม่ส่งเครื่องกลับคืนเจ้าของด้วย

ด้านครอบครัวเคยของนายต้าเคยออกมาเปิดเผยว่า หลังจากจบรายการโหนกระแสในครั้งแรก ต้าเครียดหนักจนมีมีพฤติกรรมทำร้ายตนเองและต้องเข้าโรงพยาบาล แต่ข้อมูลจากโมเดลิ่งกลับระบุว่า ต้ายังคงเรียกสาวๆไปดูแลอย่างต่อเนื่องทำให้หลักฐานยิ่งกระจ่างชัด

ผลสรุปของเรื่องราวนี้ได้กลายมาเป็นสิ่งที่สังคมต่างพูดถึงจากความต้องการที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเอง กลับกลายเป็นการเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะให้ผู้เสียหายทุกคนได้ใช้โอกาสนี้ในการนำความจริงออกมาให้สังคมรับทราบ

อย่างไรก็ตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวยังคงต้องรอพิสูจน์กันต่อไปในชั้นศาลว่าจะมีคำตัดสินอย่างไร