<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

5 วิธีตั้งค่าความปลอดภัยคริปโต 2026: เลิกใช้รหัสผ่าน เปลี่ยนสู่ Passkeys ก่อนโดนแฮกหมดพอร์ต!

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ในยุคที่การโจมตีแบบ Phishing พัฒนาไปไกลเกินกว่าที่รหัสผ่านแบบเดิมจะรับมือไหว ปี 2026 นี้ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนคริปโตต้องเลือกว่าจะ “เสี่ยงต่อไป” หรือ “อัปเกรดระบบป้องกัน” 

วันนี้ Siam Blockchain จะพาไปดู 5 วิธี ตั้งค่าความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่จะช่วยคุ้มครองพอร์ตคริปโตของคุณ ให้รอดพ้นจากผู้ไม่ประสงค์ดี

1.บอกลารหัสผ่านและเปลี่ยนไปใช้ Passkeys

ที่มาภาพ : medium

รหัสผ่านแบบเดิมคือ จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด เพราะสามารถถูกเดา ถูกดักจับ (Keylogging) หรือหลุดจากฐานข้อมูลได้ แต่ Passkeys คือ เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนแบบไร้รหัสผ่านที่ใช้การจับคู่คีย์เข้ารหัสระหว่างอุปกรณ์ของคุณ กับผู้ให้บริการ

ทำไมถึงปลอดภัยกว่า : Passkeys เป็นป้องกันการ Phishing ได้ 100% เพราะกุญแจส่วนตัว จะถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์เท่านั้น แฮกเกอร์จึงไม่สามารถหลอกให้คุณกรอกรหัสผ่านในเว็บปลอมได้

ซึ่ง FIDO Alliance ยืนยันว่า Passkeys เป็นมาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัยกว่า SMS , OTP และรหัสผ่านแบบทั่วไป

2.เปิดใช้งาน Passkeys บน Exchange ชั้นนำ ( Binance หรือ Bitkub)

ที่มาภาพ : elanchezhiyan

ปัจจุบันเว็บเทรดชั้นนำ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ได้รองรับระบบ Passkeys อย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยคุณสามารถตั้งค่าได้ง่ายๆ เพียงใช้ลายนิ้วมือ (Touch ID) หรือการสแกนใบหน้า (Face ID) แทนการกดรหัสผ่าน

วิธีตั้งค่า: ให้เข้าไปที่เมนู Security (ความปลอดภัย) > เลือก Passkeys แล้วทำตามขั้นตอนที่ระบบแนะนำ

ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูวิธีการตั้งค่าติดตั้ง Passkey ของเว็บเทรดคริปโต Bitkub ได้ที่นี่  หรือของเว็บเทรดคริปโต Binance ได้ที่เว็บไซต์

3.ใช้ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตเป็นกุญแจสำรอง

ที่มา : travala

แม้ Passkeys จะปลอดภัยมาก แต่การเก็บสินทรัพย์จำนวนมากไว้ใน Hot Wallet หรือ Exchange ก็ยังมีความเสี่ยง 

ซึ่งในปี 2026 การใช้ Hardware Wallet อย่าง Ledger หรือ Trezor รุ่นใหม่ที่รองรับมาตรฐาน FIDO2 จะช่วยให้คุณใช้ตัวอุปกรณ์กายภาพเป็น Passkey ได้ด้วย

ข้อดีคือ กุญแจสำคัญของคุณจะอยู่ “ออฟไลน์” โดยสมบูรณ์ แม้คอมพิวเตอร์จะติดไวรัส ข้อมูลก็ไม่รั่วไหล

4.เปิดใช้งาน Anti-Phishing Code และ Whitelist Address

ที่มาภาพ : reddit

นอกจากการล็อกอินแล้ว ขั้นตอนการ “โอนออก” คือจุดที่อันตรายที่สุด ซึ่ง Anti-Phishing Code จะช่วยให้คุณมั่นใจว่า อีเมลที่ได้รับมาจาก Exchange จริงๆ ไม่ใช่ของปลอม

ที่มาภาพ : wallstreetmojo

ส่วน Whitelist เป็นการตั้งค่าให้สามารถโอนเงินออกไปได้เฉพาะที่อยู่ ที่คุณเชื่อถือได้เท่านั้น หากแฮกเกอร์เจาะเข้าบัญชีได้ แต่ติดระยะเวลาปลดล็อก Whitelist ที่มักจะมีระยะเวลาอยู่ที่ 24-48 ชั่วโมง ก็ทำให้คุณยังมีเวลาแก้ไข เพื่อป้องแฮกเกอร์ได้ทัน

5. ตรวจสอบ ล้าง “คุกกี้” และเคลียแคชสม่ำเสมอ

ที่มาภาพ : wisc

จากข่าวสารมัลแวร์ Infostealer ที่กำลังระบาดหนัก มัลแวร์ มันไม่ได้ขโมยแค่รหัสผ่าน แต่ยังขโมย “Session Cookies” ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถสวมรอยเข้าบัญชีคุณได้ทันทีโดยไม่ต้องล็อกอินใหม่

ซึ่งวิธีป้องกันคือ หมั่นล้างประวัติการเข้าชม และหลีกเลี่ยงการใช้ฟีเจอร์ “Remember Me” ในเครื่องสาธารณะ หรือเครื่องที่ไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม โลกคริปโตในปี 2026 ไม่ใช่ปีสำหรับคนประมาท อย่ารอให้วัวหายแล้วล้อมคอก ลองสละเวลา 10 นาที เข้าไปเปลี่ยนการล็อกอิน Binance หรือ Email หลักของคุณ ให้เป็น Passkeys แล้วคุณจะพบว่า “ความปลอดภัยขั้นสูงสุด” นั้น ใช้งานง่ายกว่าการจำรหัสผ่านเสียอีก