ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติ “คงอัตราดอกเบี้ย” ไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% ในการประชุมล่าสุด โดยประธาน Jerome Powell ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งจนน่าประหลาดใจ และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการจ้างงานเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไป ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจต้องรอกันอีกยาว
ไฮไลท์สำคัญของการประชุมรอบนี้อยู่ที่ “มติที่ไม่เป็นเอกฉันท์” (10 ต่อ 2 เสียง) โดยสองกรรมการที่โหวตสวน คือ Christopher Waller (ตัวเต็งที่จะมาแทน Powell ในเดือน พ.ค.) และ Stephen Miran (ที่ปรึกษาทำเนียบขาวที่ลามาทำงาน Fed) ซึ่งทั้งคู่ต้องการให้ “ลดดอกเบี้ย 0.25%” ทันที สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวและแรงกดดันทางการเมืองที่แทรกซึมเข้ามาในบอร์ดบริหาร
แม้ตลาดจะรับรู้ผลการประชุมแล้ว แต่ความสนใจกลับพุ่งเป้าไปที่ “ดราม่าการเมือง” เมื่อ Powell ถูกนักข่าวจี้ถามเรื่องที่เขาโดนรัฐบาลทรัมป์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางอาญา (เพื่อบีบให้ลดดอกเบี้ย) แม้ Powell จะปฏิเสธที่จะตอบโต้ แต่เขาได้ฝากทิ้งท้ายถึงว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ด้วยวลีเด็ดว่า “อย่าถูกลากเข้าไปเล่นการเมือง” และต้องรับผิดชอบต่อสภาคองเกรสเท่านั้น
ในมุมมองเศรษฐกิจ Fed ยอมรับว่า “เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย” โดยคาดว่าเป็นผลกระทบชั่วคราวจาก “กำแพงภาษี” ของรัฐบาลทรัมป์ที่ทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้น ส่วนตลาดแรงงานเริ่มกลับมาสมดุล โดยอัตราว่างงานอยู่ที่ 4.4% นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงคาดการณ์ว่า Fed จะพักยาว และอาจไปเริ่มลดดอกเบี้ยอีกทีในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ประธาน Fed คนใหม่เข้ามารับไม้ต่อแล้ว
ที่มา: reuters

