<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สรุป 5 เหตุผลทำไมคริปโตร่วงหนักวันนี้ :  เจ้ามือหนีตาย-Strategy ติดดอย-ETF ไหลออกหมื่นล้าน

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

นาทีนี้คงไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าหน้าพอร์ตของนักเทรดคริปโตอีกแล้ว หลังตลาดเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่ซัดถล่มต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อคืน จนราคา Bitcoin (BTC) ร่วงหลุดแนวรับสำคัญครั้งแล้วครั้งเล่า ทำเอาความหวังปีทองของชาวคริปโตเริ่มเลือนลาง

วันนี้ทีมงานจะพาไปเจาะลึก 5 สาเหตุหลักที่เป็นตัวการทุบตลาดพังยับวันนี้ ใครคือ “สาเหตุเบื้องหลัง” และทำไมการทุบราคารอบนี้ถึงดูหนักหนากว่าทุกครั้ง?

การล้างพอร์ตตลาดฟิวเจอร์ส

ปัจจัยที่กระทบราคารุนแรงที่สุดในวันนี้คือ การล้างพอร์ตแบบโดมิโน ข้อมูลจาก Coinglass เผยว่าในรอบ 24 ชั่วโมง มีนักเทรดฝั่ง Long ถูกบังคับขายไปแล้วกว่า 590,000 ราย คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 8.5 หมื่นล้านบาท ($2.7 พันล้านดอลลาร์)

เมื่อราคาหลุดจุดตัดขาดทุน Stop Loss ระบบจะทำการโยนคำสั่งขายอัตโนมัติออกมาทับถมตลาด ยิ่งขายราคายิ่งร่วง ยิ่งร่วงก็ยิ่งโดนล้างพอร์ต กลายเป็นวงจรนรกที่หยุดไม่อยู่

ความสัมพันธ์กับตลาดหุ้น

สาเหตุถัดมาแรงกดดันจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังคงส่งแรงกระแทกมาถึงโลกคริปโตอย่างต่อเนื่อง แม้หลายจะพยายามดันให้ Bitcoin เป็นทองคำดิจิทัล แต่ในสายตานักลงทุนส่วนใหญ่ตอนนี้ มันยังคงถูกจัดชั้นเป็น สินทรัพย์เสี่ยงที่มีความสัมพันธ์เคลื่อนไหวไปกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก

ข้อมูลจาก TradingView ชี้ชัดว่าในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา ตลาดวอลล์สตรีทเผชิญกับแรงเทขายมหาศาล โดยเฉพาะหุ้นบิ๊กเทคที่ทำให้ดัชนี Nasdaq ดิ่งเหว และแน่นอนว่า Bitcoin ก็ไม่รอด ถูกลากให้ย่อตัวลงในฐานะหุ้นเติบโตสูง

ความน่าสนใจของปี 2026 คือบทบาทที่เปลี่ยนไปของ Bitcoin ที่ถูกใช้เป็นสัญญาณชี้วัด เพราะราคามักจะได้รับผลกระทบก่อนสินทรัพย์อื่นๆเสมอ เนื่องจากซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่หยุดพัก

สถาบันถอยทัพ! ETF ไหลออกหมื่นล้านดอลลาร์

นอกเหนือจากแรงเทขายจากฝั่งตลาดฟิวเจอร์สแล้ว ผลกระทบของมันยังได้ลามมาถึงนักลงทุนระดับสถาบันที่ต้องเร่งทำการขายสินทรัพย์เพื่อเลี่ยงการขาดทุน หรือการถูกล้างพอร์ต ซึ่งยิ่งเป็นการกระตุ้นทำให้ความผันผวนยิ่งรุนแรงมากกว่าที่ใครหลายคนคาด

ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา กองทุนคริปโต ETFs ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง BlackRock มีเงินไหลออกแล้วกว่า $1 หมื่นล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนระดับสถาบันเริ่มวิตกกังวลและถอนตัวออกไปเพื่อจำกัดความเสี่ยง

วิกฤตความกังวลในบริษัททุนสำรองคริปโต

อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือ สถานการณ์ปัจจุบันของบริษัททุนสำรองคริปโต จริงอยู่ที่ว่าในกรณีของ BitMine หลายคนคงทราบกันดีแล้วว่า พวกเขาขาดทุนหนักต่อเนื่องแต่ความรุนแรงนั้นเทียบไม่ได้กับ Strategy ที่ในปัจจุบัน “ติดดอย” เป็นที่เรียบร้อยแล้วเป็นครั้งแรก ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ด้วยความที่ Strategy เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีการถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก นั่นจึงทำให้นักเทรดกังวลอย่างหนักว่า Bitcoin จะถึงคราวอวสานหาก Strategy ล้ม และจำใจต้องเทขาย Bitcoin จำนวนมากออกสู่ตลาด

นโยบายทางการเงิน และเศรษฐกิจมหภาค

ปิดท้ายด้วยปัจจัยมหภาค เมื่อรัฐบาลทรัมป์เริ่มเปลี่ยนท่าทีจาก Free Crypto มาเป็น Strong Regulation โดยเฉพาะคำพูดของ Scott Bessent รมว.คลัง ที่ไล่นักลงทุนไปเอลซัลวาดอร์หากไม่ยอมรับกฎหมายใหม่

ผนวกกับว่าที่ประธานเฟดคนใหม่อย่าง Kevin Warsh ที่มีแนวทางตึงตัว (Hawkish) แบบสุดๆ จนตลาดคาดการณ์ว่า “ยุคดอกเบี้ยต่ำ” อาจไม่กลับมาให้เห็นอีกแล้ว สภาพคล่องในตลาดโลกที่ลดฮวบจึงเหมือนเป็นเข็มเล่มสุดท้ายที่กำลังทิ่มฟองสบู่คริปโตให้แตก

ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ได้รวมตัวกันเป็นพายุลูกใหญ่ (Perfect Storm) ที่ซัดถล่มตลาดคริปโตแบบไม่ทันตั้งตัว