สรุปข่าว
- Grayscale มองว่า Bitcoin ยังไม่สามารถขึ้นมาแทนที่ทองคำได้ด้วยเวลาอันสั้น
- Bitcoin มีความเคลื่อนไหวคล้ายกับหุ้นเทคมากกว่าโลหะมีค่าในปัจจุบัน
- ในภาพใหญ่ Bitcoin ยังคงเป็นแหล่งกักเก็บมูลค่าที่ดี แต่ปัจจัยในตลาดตอนนี้ยังไม่เอื้ออำนวย
ผลกระทบต่อตลาด : Bearish
Grayscale มองว่าในระยะสั้น Bitcoin มีความเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับหุ้นเติบโตประเภทหุ้นซอฟต์แวร์มากกว่าที่จะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากเทียบกันในระยะยาวแล้วพวกเขายังเชื่อมั่นว่า Bitcoin จะเป็นสกุลเงินหลักของโลกไม่ต่างอะไรจากทองคำ แต่ต้องรอให้โลกเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจมาอยู่บนระบบดิจิทัล และ AI ก่อน
Grayscale บริษัทผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ของโลก ได้ออกรายงานล่าสุดโดยเปิดเผยว่าความเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ที่เริ่มมีรูปแบบที่มีความสัมพันธ์กับหุ้นเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้แนวคิดที่ว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เป็นทองคำดิจิทัลเริ่มถูกตั้งคำถาม
Zach Pandl ผู้ทำบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ อธิบายว่า Bitcoin นับวันยิ่งมีความเป็นสินทรัพย์เสี่ยงเปรียบเสมือนหุ้นเติบโต มากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างที่หลายคนเคยเข้าใจ แต่กระนั้น Grayscale ยังคงมองว่า Bitcoin จะเป็นที่กักเก็บมูลค่าชั้นดีในระยะยาว เนื่องจากอุปทานที่มีอยู่อย่างจำกัด และความเป็นอิสระจากธนาคารกลาง แม้ความเคลื่อนไหวของราคาจะบ่งชี้ไปอีกทางในระยะสั้น
เมื่อเทียบดูกับความเคลื่อนไหวกลุ่มโลหะมีค่าแล้ว จะเห็นได้ว่า Bitcoin ไม่ได้มีความสัมพันธ์เลยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่กลับเริ่มเคลื่อนไหวเหมือนหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ มาตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้ได้ถูกกดดันอย่างหนีกจากการมาถึงของ AI ที่ทำให้บริการต่างๆ ไร้ค่า

การที่ Bitcoin เริ่มมีความอ่อนไหวคล้ายกับหุ้นสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใน เพราะการเข้ามาถึงของสถาบัน ผ่านกองทุน ETF ได้ทำให้สภาพตลาดเริ่มมีความคล้ายคลึงกับ ตลาดเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น แทนที่จะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเหมือนแต่ก่อน
วิวัฒนาการของ Bitcoin
แม้ว่า Bitcoin จะไม่สามารถทำตามสัญญาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้ในปัจจุบัน จากราคาที่ร่วงลงมากว่า 50% แต่ Grayscale มองว่าช่วงเวลาขณะนี้คือส่วนหนึ่งของขั้นตอนการวิวัฒนาการของ Bitcoin เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ Bitcoin จะเข้ามาแทนที่ทองคำได้ในระยะเวลาสั้นๆ
Pandl กล่าวว่า ทองคำถูกใช้เป็นสกุลเงินมาเป็นระยะเวลาหลายพันปี เป็นรากฐานเศรษฐกิจและระบบการเงินของหลายชนชาติ จนกระทั่งโลกเข้าสู่ยุคเงินเฟียตในช่วงปี 1970s ในขณะที่ Bitcoin เพิ่งจะเกิดขึ้นมาได้ไม่ถึงสองทศวรรษ
ดังนั้นการที่ Bitcoin จะสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นสกุลเงินหลักที่ยอมรับทั่วไป อาจต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพัก เพราะต้องรอจนกว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะเริ่มถูกแปลงมาอยู่บนระบบดิจิทัลผ่าน AI , Autonomous Agent และ ตลาดการเงินที่แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นหาก Bitcoin ต้องการที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นมานั้น ต้องอาศัยเงินลงทุนใหม่มหาศาล ไม่ว่าจะมาจากทั้งกองทุน ETFs หรือเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนรายย่อยกลับคืนมา โดย Market Maker อย่าง Wintermute มองว่าในปัจจุบันผู้คนหันไปให้ความสนใจกับหุ้น AI มากกว่าคริปโต ทำให้สภาพคล่องถูกดึงออกและโตได้ไม่เต็มที่
ที่มา : Cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : การที่มีกองทุน ETF เข้ามาเป็นเรื่องดีในแง่การยอมรับ แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือ Bitcoin ถูกดึงเข้าไปอยู่ในสมการของ “Wall Street” อย่างสมบูรณ์ ทำให้ราคาไม่ได้เป็นเอกเทศเหมือนยุคก่อน ซึ่งอนาคตเราก็ต้องมาดูกันต่อว่า Bitcoin จะกลับมาเป็น Digital Gold ได้ไหมเมื่อเวลาผ่านไป

