<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เลือกตั้ง 2026 ทำไมยังต้องกาบัตรกระดาษ? เมื่อการเมืองไร้ความโปร่งใส Blockchain คือคำตอบ (จริงหรือ?)

สรุปข่าว
  • การเลือกตั้งของไทยในช่วง 2023-2025 เผชิญปัญหาหนักหลายประการ จากการยุบพรรคการเมือง ไปจนถึงข้อกล่าวหาการทุจริตในการเลือกตั้งวุฒิสภาที่มีสมาชิกถึง 100 คนต้องสงสัย
  • Blockchain มีศักยภาพแก้ปัญหาความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และความปลอดภัย แต่มีข้อจำกัดด้านความซับซ้อน การเข้าถึง และความเสี่ยงทางเทคนิค
  • หลายประเทศนำร่อง แต่มีทั้งความสำเร็จ (Estonia) และความล้มเหลว (Voatz, Moscow) สะท้อนว่าเทคโนโลยีอาจยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งานขนาดใหญ่

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

หากรัฐบาลไทยหรือประเทศต่างๆ เริ่มนำ blockchain มาใช้ในการเลือกตั้งจริง อาจส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีบล็อกเชนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้ยังอยู่ในระดับทดลองและมีข้อจำกัดมาก จึงยังไม่สามารถคาดหวังผลกระทบทันทีต่อตลาดคริปโตได้ นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการเลือกตั้งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง หากมีการนำไปใช้แล้วเกิดปัญหา อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของวงการคริปโตโดยรวม

เมื่อย้อนกลับไปดูปัญหาการเลือกตั้งของประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คำถามที่ตามมาคือ ทำไมในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกลขนาดนี้ เรายังต้องใช้วิธีเลือกตั้งแบบเดิม ๆ ที่เต็มไปด้วยช่องว่าง และความไม่โปร่งใส

ตามข้อมูลของ House of Commons Library การเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2023 แม้จะมีผู้มาใช้สิทธิถึง 75% แต่กลับนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะเรียกว่าเป็นเรื่องผิดปกติก็ไม่เกินไปนัก

พรรคก้าวไกลที่ชนะเลือกตั้ง ถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญในเดือนสิงหาคม 2024 และต่อมาในปี 2025 กลับมีข้อกล่าวหาการทุจริตในการเลือกตั้งวุฒิสภาที่มีสมาชิกถึง 100 คนต้องสงสัยเรื่องการซื้อเสียงและการล้มบอล จากข้อมูลของ Wikipedia

สถานการณ์ล่าสุดหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ยิ่งกลายเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการว่าพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำและเตรียมจัดตั้งรัฐบาล แต่สิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจกลับเป็น “ความผิดปกติ” ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ

รายงานจากกลุ่มสังเกตการณ์การเลือกตั้งระบุว่า พบปัญหา บัตรเขย่ง (จำนวนบัตรเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ) ในหลายหน่วยเลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่น่าตกใจที่สุดคือกรณีการค้นพบเอกสารสำคัญทางราชการและบัตรเลือกตั้งที่กาคะแนนแล้วถูกทิ้งในถังขยะที่จังหวัดชลบุรี และการฉีกบัตรเลือกตั้งทิ้งในจังหวัดพะเยา ซึ่งกลายเป็นคลิปไวรัลที่สร้างความโกรธแค้นในโลกออนไลน์

ความไม่พอใจนี้ลุกลามจนเกิดการประท้วงระลอกใหม่ ล่าสุดที่จังหวัดปทุมธานี ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันที่หน้าศาลากลางจังหวัด เรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ (Recount) หลังพบว่าผลคะแนนดิบที่แปะหน้าหน่วยกับผลที่ส่งเข้าระบบส่วนกลางมีความคลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ ทางด้านพรรคประชาชน (People’s Party) ซึ่งมีคะแนนตามมาเป็นอันดับสอง ได้ออกมาแถลงยอมรับความพ่ายแพ้แต่ยืนยันจะตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลทั้ง 113 กรณีที่ได้รับการร้องเรียน

ภาพของฝูงชนที่ตะโกนเรียกร้องความยุติธรรมหน้าสำนักงาน กกต. และแฮชแท็ก #เลือกตั้ง69 ที่ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ (X) อันดับ 1 ตลอดสัปดาห์ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีอย่าง Blockchain จะสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่?

เมื่อเทคโนโลยีมีคำตอบ แต่ความเชื่อใจยังเป็นปัญหา

ปัญหาหลักของการเลือกตั้งแบบเดิมคือความไม่โปร่งใส การตรวจสอบยาก และความเสี่ยงต่อการทุจริต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยเป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก

Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาให้ข้อมูลไม่สามารถแก้ไขได้ โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ

ในทางทฤษฎี Blockchain สามารถแก้ปัญหาได้หลายด้าน ระบบจะบันทึกคะแนนเสียงแต่ละเสียงลงในบล็อกเชนอย่างปลอดภัย ไม่สามารถแก้ไขหรือลบทิ้งได้ ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ว่าเสียงของตนถูกนับหรือไม่ แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครโหวตอะไร เพื่อรักษาความลับของการลงคะแนน การนับคะแนนเกิดขึ้นอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์หรือการทุจริตในขั้นตอนนับคะแนน

ที่น่าสนใจคือ จากข้อมูลของ Wikipedia ประเทศไทยเคยมีการใช้ blockchain ในการเลือกตั้งมาก่อน ในเดือนพฤศจิกายน 2018 พรรคประชาธิปัตย์ใช้ระบบ blockchain ในการเลือกหัวหน้าพรรค โดยมีผู้ใช้สิทธิมากกว่า 120,000 คน ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชนะด้วยคะแนน 67,505 เสียง แต่นั่นเป็นเพียงการเลือกตั้งภายในพรรคการเมือง ไม่ใช่การเลือกตั้งระดับชาติ

เมื่อความฝันกลายเป็นฝันร้าย กรณีศึกษาที่ล้มเหลว

แม้ว่าทฤษฎีจะดูสวยงาม แต่ในทางปฏิบัติกลับมีปัญหามากมาย กรณีที่โดดเด่นที่สุดคือแอป Voatz ที่ถูกใช้ในการเลือกตั้งกลางสมัยของรัฐ West Virginia สหรัฐอเมริกา ในปี 2018 เพื่อให้ทหารที่อยู่ต่างประเทศสามารถลงคะแนนได้

นักวิจัยจาก MIT ได้ทำการตรวจสอบและพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง จากข้อมูลของ Oxford Academic นักวิจัยพบว่าแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงคะแนนได้ แก้ไขคะแนนเสียงได้ และปิดกั้นการลงคะแนนได้โดยที่ผู้ลงคะแนนและเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งไม่รู้ตัว ที่แย่กว่านั้นคือ ระบบยังมีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคคลที่สาม

กรณีของมอสโกว รัสเซีย ในการเลือกตั้งสภาเมืองปี 2019 ยิ่งแย่ไปกว่านั้น จากข้อมูลของ GoodFirms แม้ว่าระบบจะเปิดให้นักวิจัยด้านความปลอดภัยตรวจสอบ แต่ระบบกลับถูกเจาะได้ถึงสองครั้ง

Pierrick Gaudry นักวิจัยชาวฝรั่งเศส สามารถเจาะระบบเข้ารหัสของ smart contract บน Ethereum ได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที โดยใช้แค่คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ธรรมดา

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่อีกอย่างคือความซับซ้อนและการเข้าถึง ระบบการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า (Facial Recognition) ที่ Voatz ใช้มีอัตราความผิดพลาดสูง โดยเฉพาะกับผู้ใช้ที่ไม่ใช่คนผิวขาว (The Conversation)

นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่ผู้ลงคะแนนใช้ เช่น โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ อาจไม่ปลอดภัย และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใช้ส่งข้อมูลก็มีความเสี่ยงต่อการถูกดักจับหรือแก้ไข

แต่ก็มีความสำเร็จบ้าง-เอสโตเนียกับการเป็นผู้นำโลก

ในทางกลับกัน เอสโตเนีย (Estonia) ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุด ประเทศนี้เริ่มใช้ระบบการเลือกตั้งทางอินเทอร์เน็ต (i-Voting) ตั้งแต่ปี 2005 โดยในการเลือกตั้งปี 2023 มีผู้ใช้ระบบนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ลงคะแนนทั้งหมด (Wikipedia)

ข้อมูลจาก ResearchGate ระบุว่า ความสำเร็จของเอสโตเนียมาจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ปัจจัยสำคัญคือ X-Road (ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล) กับระบบ PKI (Public Key Infrastructure) ที่มีความปลอดภัยสูง โดยทุกพลเมืองมีบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เข้ารหัสข้อมูล นอกจากนี้ยังมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนและการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญคือเอสโตเนียใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาและสร้างความเชื่อมั่น การศึกษาจาก ScienceDirect พบว่าระบบ i-voting ของเอสโตเนียไม่ได้สร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง และในปัจจุบันมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในทุกกลุ่มอายุ ระดับการศึกษา และรายได้

ตัวอย่างอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ เมือง Zug ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ทำการทดลองในปี 2018 (Fortune) มีผู้เข้าร่วม 72 คน และผู้เข้าร่วมพบว่ากระบวนการใช้งานง่าย และโรมาเนีย ที่กลายเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรปที่ใช้ blockchain ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 จากข้อมูลของ Romania Insider

ประเทศไหนบ้างที่กำลังใช้เทคโนโลยี

ปัจจุบันมีหลายประเทศที่กำลังทดลองหรือใช้เทคโนโลยีในการเลือกตั้ง โดย Estonia เป็นประเทศเดียวที่ใช้ระบบออนไลน์อย่างแพร่หลายในระดับชาติ ส่วนประเทศอื่น ๆ ยังอยู่ในระดับทดลองหรือใช้ในการเลือกตั้งระดับเล็ก เช่น การเลือกตั้งในเมืองหรือรัฐ

นอกจากนี้ยังมี Switzerland ที่ทดลองในเมือง Zug และเมืองอื่น ๆ สำหรับการลงคะแนนให้คำปรึกษา (Consultative Vote) Romania ใช้ blockchain ผ่าน EBSI (European Blockchain Services Infrastructure) ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในขณะที่ Russia ทดลองในมอสโกวและเมืองอื่น ๆ แต่ประสบปัญหาด้านความปลอดภัยอย่างหนัก

ทางด้าน สหรัฐอเมริกา หลายรัฐก็ทดลองใช้สำหรับทหารที่อยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะ West Virginia และ Utah แต่ West Virginia ได้หยุดใช้หลังจากพบปัญหาด้านความปลอดภัย ส่วน Utah ยังคงใช้เนื่องจากได้รับความนิยม Japan ทดลองในเมือง Tsukuba และ Kaga โดยร่วมมือกับสตาร์ทอัพ LayerX และ India ทดลองในรัฐ Telangana สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น

ข้อดีและข้อเสียที่ต้องรู้

ข้อดีของ Blockchain ในการเลือกตั้ง

  • ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทุกการลงคะแนนถูกบันทึกในบล็อกเชนที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ แต่ยังคงความเป็นส่วนตัวของผู้ลงคะแนน
  • ความปลอดภัย เมื่อข้อมูลถูกบันทึกลงบล็อกเชนแล้ว จะไม่สามารถแก้ไขหรือลบทิ้งได้ ทำให้ยากต่อการทุจริตหรือแก้ไขคะแนน
  • การเข้าถึงที่สะดวก ผู้ลงคะแนนสามารถโหวตจากที่ไหนก็ได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ หรือคนที่อยู่ต่างประเทศ ความรวดเร็ว
  • การนับคะแนนเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติและทันที ลดเวลาและต้นทุน และลดความผิดพลาดจากมนุษย์ การนับคะแนนด้วยมือมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาด ระบบอัตโนมัติช่วยลดปัญหานี้

ข้อเสียและความเสี่ยง

  • ความซับซ้อนทางเทคนิค ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่เข้าใจระบบ ทำให้ไม่ไว้วางใจ การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจใช้เวลานาน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ อุปกรณ์ของผู้ลงคะแนนอาจถูกแฮก ซอฟต์แวร์อาจมีบั๊กหรือช่องโหว่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอาจถูกดักจับหรือโจมตี และ blockchain เองก็อาจมีช่องโหว่ได้ หากออกแบบไม่ดี
  • ปัญหาการยืนยันตัวตน ระบบต้องแน่ใจว่าผู้ลงคะแนนเป็นตัวจริง แต่วิธีการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เช่น การสแกนใบหน้า อาจมีความผิดพลาดสูง
  • การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ลงคะแนนต้องมีอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจสร้างความเหลื่อมล้ำ และความเสี่ยงจากการบีบบังคับ เมื่อโหวตจากบ้าน อาจมีคนบังคับให้โหวตตามที่ต้องการได้ง่ายกว่าการไปโหวตที่หน่วยเลือกตั้ง
  • ต้นทุนการพัฒนาสูง การสร้างระบบที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ใช้เงินมาก ต้องมีการทดสอบอย่างละเอียดและต่อเนื่อง
  • ความท้าทายทางกฎหมาย กฎหมายการเลือกตั้งส่วนใหญ่ยังไม่รองรับระบบดิจิทัล ต้องแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ

Blockchain เหมาะกับประเทศไทยจริงหรือ

คำตอบสั้น ๆ คือ ยังไม่ใช่ตอนนี้ แม้ว่า Blockchain จะมีศักยภาพในการแก้ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งของไทย เช่น ความไม่โปร่งใส การตรวจสอบยาก และความเสี่ยงต่อการทุจริต แต่ยังมีอุปสรรคมากมายที่ต้องก้าวข้าม

1.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยยังไม่พร้อม ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 70 ล้านคน ในจำนวนนี้ยังมีหลายพื้นที่ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือคนที่ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัล การบังคับใช้ระบบออนไลน์อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิ์การเลือกตั้ง

2.ความซับซ้อนทางการเมือง ปัญหาของการเลือกตั้งไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากระบบการเลือกตั้งเอง แต่เกิดจากการแทรกแซงของสถาบันต่าง ๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคก้าวไกล หรือวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยรัฐประหาร การเปลี่ยนไปใช้ blockchain ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้

3.ความไว้วางใจ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองมากมาย ความไว้วางใจของประชาชนต่อระบบการเลือกตั้งอยู่ในระดับต่ำ การนำระบบใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนมาใช้อาจทำให้ความไม่ไว้วางใจนี้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหากระบบนั้นไม่โปร่งใสหรือยากต่อการทำความเข้าใจ


ในความเห็นของผู้เขียน Blockchain มีศักยภาพในการปรับปรุงระบบการเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ในทันที

สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในตอนนี้ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง รวมถึงการสร้างความเป็นอิสระให้กับหน่วยงานต่าง ๆ การลดบทบาทของกลุ่มที่มีอำนาจในการแทรกแซงระบบประชาธิปไตย และการสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐ

หากต้องการนำ blockchain มาใช้ จำเป็นต้องเริ่มจากการทดลองในระดับเล็ก เช่น การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือการเลือกตั้งภายในองค์กร ไม่ใช่กระโดดเข้าสู่การเลือกตั้งระดับชาติทันที ต้องมีการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือต้องมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน

ดังนั้น คำตอบสำหรับคำถามในหัวข้อคือ เราอาจจะยังไม่มีการเลือกตั้งด้วย blockchain เพราะเรายังไม่พร้อม และอาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจริง ๆ ในตอนนี้ แต่ในอนาคตเมื่อเรามีความพร้อมมากขึ้น blockchain อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งและโปร่งใสกว่าเดิม

ที่มา: House of Commons Library
Wikipedia – 2025 Thai Political Crisis
ResearchGate – Blockchain Voting Estonia
Oxford Academic – Going from Bad to Worse
Fortune – Switzerland Blockchain Voting
Romania Insider,Wikipedia – Electronic Voting Estonia
The Conversation – Blockchain Voting Vulnerabilities
GoodFirms – Blockchain Voting Shortcomings