สรุปข่าว
- BlackRock ยื่นเอกสาร S-1 ที่แก้ไขล่าสุดต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เพื่อเตรียมเปิดตัว iShares Staked Ethereum Trust ETF (ETHB) ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้น “ปันผล” จากการนำ ETH ไปทำ Staking
- BlackRock มีการซื้อหุ้น Seed เพื่อเริ่มระดมทุนตั้งกองทรัสต์ และวางแผนนำ ETH ในกองทุนไป Staking สูงถึง 70%–95% เพื่อสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยราว 3% ต่อปี
- กองทุนนี้มีความต่างจากกองทุนเดิม (ETHA) ตรงที่นักลงทุนจะได้รับรางวัลจากการเป็นผู้ตรวจสอบเครือข่าย โดย BlackRock และ Coinbase จะหักค่าดำเนินการ 18% ของรางวัลที่ได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การขยับตัวของยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock สู่โลกแห่ง “Passive Income” บนบล็อกเชน จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนสถาบันที่มองหาผลตอบแทนแบบคงที่ คล้ายกับพันธบัตร ซึ่งการนำ ETH ปริมาณมาก ไปล็อคไว้ในระบบ Staking จะช่วยลดซัพพลายในตลาด และสร้างแรงผลักดันมหาศาลต่อราคา ETH ในระยะยาว
BlackRock ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ล่าสุดเดินหน้ายกระดับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลไปอีกขั้น ด้วยการยื่นเอกสารแก้ไข S-1 ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเตรียมเปิดตัวกองทุน iShares Staked Ethereum Trust ETF (ETHB) กองทุนนี้ถูกออกแบบมา เพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงผลตอบแทน 2 ต่อ ทั้งจากราคาเหรียญที่เพิ่มขึ้น และ “ดอกเบี้ย” หรือรางวัลจากการทำ Staking บนเครือข่าย Ethereum
ในการเริ่มตั้งกองทุนครั้งนี้ บริษัทในเครือของ BlackRock ได้ประเดิมซื้อหุ้น Seed จำนวน 4,000 หุ้น ที่ราคา 25 ดอลลาร์ รวมเป็นเงินทุนเริ่มต้น 100,000 ดอลลาร์ เพื่อใช้เป็นทุนตั้งต้นในการซื้อ Ethereum เข้าสู่กองทรัสต์ เตรียมความพร้อมก่อนเปิดให้นักลงทุนทั่วไปเข้าถึงได้ในเร็วๆ นี้
เปิดโมเดลกองทุน ETHB ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี
หัวใจสำคัญของกองทุน ETHB คือ การนำ Ethereum ของผู้ถือหุ้น ไปทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อกเชน หรือการ Staking
โดย BlackRock วางแผนจะล็อคเหรียญไว้ในระบบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 70%–95% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 5%–30% จะเก็บไว้เป็นสภาพคล่อง เพื่อรองรับการไถ่ถอนหน่วยลงทุน
ข้อมูลอ้างอิงในช่วงต้นปี 2026 ประเมินว่า อัตราผลตอบแทนจากการ Staking จะอยู่ที่เฉลี่ยราว 3% ต่อปี ซึ่งทาง BlackRock ก็ได้เตือนนักลงทุนว่า ตัวเลขนี้อาจลดลงได้ หากมีผู้ร่วมตรวจสอบเครือข่ายเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของกลไกการ Proof of Stake
ค่าธรรมเนียม และการแบ่งรางวัล
แม้กองทุนนี้จะมอบผลตอบแทนให้นักลงทุน แต่ก็มีค่าดำเนินการที่ชัดเจน โดย BlackRock กำหนดค่าธรรมเนียมผู้สนับสนุนไว้ที่ 0.25% ต่อปี แต่เพื่อดึงดูดเม็ดเงินในช่วงแรก จึงมีโปรโมชันลดเหลือเพียง 0.12% สำหรับสินทรัพย์ 2.5 พันล้านดอลลาร์แรก ในช่วงปีแรกของการเปิดตัว
ในส่วนของรางวัล Staking ที่ได้จากเครือข่าย BlackRock และ Coinbase Primeจะหักส่วนแบ่งรวมกันที่ 18% ของรางวัลขั้นต้น
ส่วนรางวัลที่เหลืออีก 82% หลังหักค่าใช้จ่าย จะถูกนำกลับเข้าสู่กองทรัสต์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) หรือกระจายให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป
ที่มา : theblock
มุมมองผู้เขียน : การที่ BlackRock กระโดดเข้ามาทำ Staking ETF เหมือนเป็นการประกาศว่า Ethereum ไม่ได้เป็นเพียงแค่สินทรัพย์เก็งกำไร แต่คือ “สินทรัพย์ที่ผลิตเงินได้” อย่างแท้จริง
นี่คือไม้เด็ดที่จะทำให้ Ethereum โดดเด่นกว่า Bitcoin ในสายตาสถาบัน เพราะมีเงินปันผลมาช่วยลดความเสี่ยงจากการถือครอง

