<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

อวสาน Bitcoin ? วิจัยชี้ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ในการเร่งอัปเกรดระบบหนีภัย ‘ควอนตัมคอมพิวเตอร์’

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักวิจัยคาด Bitcoin อาจต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ในการอัปเกรดระบบเพื่อรับมือกับ “ควอนตัมคอมพิวเตอร์”  
  • แม้โค้ด BIP-360 จะเป็นก้าวแรก แต่ภารกิจจริงคือการย้ายสินทรัพย์ของผู้ถือทุกคนไปยังกระเป๋าใหม่ที่ปลอดภัย รวมถึงการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบที่อาจกินเวลาระยะนาน 
  • งานวิจัยใหม่ระบุว่า จำนวน Qubits ที่ต้องใช้เจาะการเข้ารหัสจะลดลงเรื่อยๆ และ Bitcoin อาจถูกเจาะได้ก่อน RSA เพราะใช้กุญแจขนาดเล็กกว่า

แนวโน้มตลาด: Bearish

Ethan Heilman ผู้ร่วมพัฒนา BIP-360 ออกโรงเตือนว่า Bitcoin กำลังก้าวเข้าสู่ “โซนอันตราย” จากการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่อาจพร้อมใช้งานจริงภายใน 5-7 ปี ซึ่งสวนทางกับระยะเวลาการอัปเกรดระบบความปลอดภัยของ Bitcoin ที่ต้องใช้นานถึง 7 ปีเป็นอย่างน้อย โดยอุปสรรคที่แท้จริงไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคนิคแต่คือ “ฉันทามติของชุมชน” (Consensus) ที่ต้องใช้เวลาในการโยกย้ายสินทรัพย์และการตัดสินใจในประเด็นที่ยากจะหาข้อสรุป

Ethan Heilman ผู้ร่วมพัฒนาข้อเสนอ BIP-360 ออกโรงเตือนด้วยตัวเลขที่ทำให้นักลงทุนทุกคนต้องหันมามอง เมื่อเขาประเมินว่า Bitcoin อาจต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี ในการย้ายโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดไปสู่ระบบที่ทนทานต่อควอนตัมอย่างสมบูรณ์ 

และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ตัวเลขนี้ถือเป็นการประเมินแบบโลกสวยที่สุดแล้ว โดยการประเมินของ Heilman ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าชุมชน Bitcoin ทั้งหมดจะเห็นพ้องต้องกันโดยไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ

เมื่อเทคโนโลยีไม่รอใคร ความน่ากลัวอยู่ที่ระยะเวลาในการอัปเกรด 7 ปีนี้ อาจคาบเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ถือกำเนิดขึ้นจริง 

ด้านผู้เชี่ยวชาญอย่าง Thomas Rosenbaum ประธาน Caltech เชื่อว่าเราอาจเห็นควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงภายใน 5-7 ปีข้างหน้า หรือเร็วกว่านั้น ซึ่งหมายความว่า Bitcoin กำลังตกอยู่ในโซนอันตรายที่เสี่ยงต่อการถูกแฮ็กก่อนที่จะสร้างเกราะป้องกันได้สำเร็จ โดยเฉพาะเมื่อสถาปัตยกรรมควอนตัมยุคใหม่เริ่มใช้ทรัพยากรน้อยลงเรื่อยๆ ในการแฮ็กการเข้ารหัส

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าจำนวน Qubits ที่ต้องใช้ในการแฮ็กรหัสกำลังลดลงเรื่อยๆ จากเดิมที่คิดว่า ต้องใช้หลักเป็นสิบล้าน ตอนนี้เหลือแค่หลักแสนต้นๆ ก็อาจเจาะระบบการเข้ารหัสแบบ RSA ได้แล้ว และที่น่าเป็นห่วงคือ Bitcoin อาจจะแฮ็กง่ายกว่า RSA เพราะใช้กุญแจขนาดเล็กกว่า 

ที่มา:Alex Pruden

คอขวดที่แท้จริงไม่ใช่ “โค้ด” แต่คือ “คน” 

แม้ในทางเทคนิค Bitcoin จะมีความเสี่ยงน้อยกว่า Ethereum หรือ Solana เนื่องจากมี Public Key ที่ถูกเปิดเผยในระบบน้อยกว่า คิดเป็นเพียง 1 ใน 3 แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ “ฉันทามติ” (Consensus) ของการอัปเกรดระบบไม่ได้จบแค่การแก้โค้ดภายใน 3 ปี เพราะภารกิจใหญ่จริงๆ คือการที่ผู้ถือครอง Bitcoin ทั่วโลกต้องย้ายสินทรัพย์ไปยังกระเป๋ารูปแบบใหม่ ซึ่งด้วยข้อจำกัดด้านความเร็วธุรกรรมของบล็อกเชน อาจต้องใช้เวลานานเป็นปี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องถกเถียงกันอย่างหนัก เช่น การขยายขนาดบล็อกเพื่อรองรับลายเซ็นแบบ Post-quantum ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมหาศาล หรือทางเลือกที่เจ็บปวดอย่างการจัดการกับ “เหรียญของ Satoshi” ที่ไม่สามารถอัปเกรดได้ คำถามสำคัญคือ จะยอม Freeze เหรียญของผู้สร้าง ซึ่งขัดกับหลักการ หรือปล่อยให้เสี่ยงถูกขโมย

BIP-360: ก้าวแรกในการป้องกัน Bitcoin ที่อาจจะยังไม่เพียงพอ 

ทั้งนี้ ข้อเสนอ BIP-360 ที่ Heilman ผลักดัน ถือเป็นความพยายามก้าวแรกในการสร้างเกราะป้องกันด้วยการซ่อน Public Key ผ่านเทคนิค Pay-to-Merkle-Root (P2MR) ซึ่งช่วยป้องกันการโจมตีระยะยาวได้ แต่ยังไม่สามารถรับมือกับการโจมตีระยะสั้นในขณะทำธุรกรรม 

ด้วยเหตุนี้นี่คือสัญญาณเตือนว่า หากชุมชน Bitcoin ยังมองเรื่องนี้เป็นเพียงข่าว FUD และไม่เร่งหาทางออกร่วมกัน ระยะเวลา 7 ปีที่ประเมินไว้อาจสร้างความเสียหายที่มีราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโทเคอร์เรนซี

ที่มา:cointelegraph