<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

CryptoQuant ตั้งคำถามเราควรอายัด Bitcoin ของ ‘Satoshi’ เพราะเสี่ยงถูกควอนตัมแฮ็กหรือไม่ ?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Ki Young Ju ซีอีโอ CryptoQuant ออกโรงเตือนว่า 6.89 ล้าน BTC รวมถึงกระเป๋าของ Satoshi Nakamoto กำลังเสี่ยงถูกควอนตัมคอมพิวเตอร์แฮ็กในอนาคต 
  • ชุมชน Bitcoin มีแค่ 2 ทางเลือกคือ อายัด (Freeze) เหรียญผู้สร้างเพื่อป้องกัน หรือปล่อยไว้เพื่อรักษาอุดมการณ์
  • ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการหา “ฉันทามติ” (Consensus) ของคนในชุมชน ซึ่งการเสนอให้อายัดเหรียญนั้นขัดกับหลักการสูงสุดของ Bitcoin 

แนวโน้มตลาด: Neutral

Ki Young Ju ซีอีโอ CryptoQuant เตือนวิกฤตควอนตัมคอมพิวเตอร์เสี่ยงเจาะระบบขโมย Bitcoin รุ่นเก่าถึง 6.89 ล้าน BTC รวมถึงเหรียญของ Satoshi Nakamoto จากช่องโหว่การเปิดเผย Public Key ในอดีต ชุมชนคริปโทฯ จึงถูกบีบให้ต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างการยอมอัปเกรดระบบเพื่อ “อายัด” เหรียญเหล่านี้ เพื่อป้องกันการถูกแฮ็ก หรือปล่อยให้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อไป

Ki Young Ju ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง CryptoQuant ออกมาทิ้งข้อความเตือนครั้งใหญ่ผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า ปัจจุบันมี Bitcoin จำนวนมหาศาลถึง 6.89 ล้าน BTC ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์ ซึ่งที่น่าตกใจคือตัวเลขนี้ รวมถึงเหรียญ 1 ล้าน BTC ของผู้สร้างอย่าง Satoshi Nakamoto ด้วย 

สิ่งนี้กำลังบีบให้ชุมชนคริปโทฯ ต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่างการยอมอายัดเหรียญผู้สร้างเพื่อปกป้องการโดนแฮ็ก หรือจะยอมเสี่ยงปล่อยให้ควอนตัมเจาะเข้ามาขโมยมันไป ซึ่งอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดกลับไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการทำให้ชุมชนที่มีความเห็นแตกเป็น 2 ฝั่ง สามารถตกลงกันได้ก่อนที่วิกฤตจะมาถึง

ข้อมูลจาก Ki Young Ju ชี้ให้เห็นว่า ต้นตอของปัญหามาจากที่อยู่กระเป๋า Address รุ่นเก่าอย่าง P2PK ซึ่งมีเหรียญถึง 1.91 ล้าน BTC ที่ Public Key ถูกเปิดเผยและบันทึกไว้บนบล็อกเชนแบบถาวร รวมถึงอีกราว 4.98 ล้าน BTC ที่อาจเคยถูกเปิดเผย Public Key ผ่านการทำธุรกรรมในอดีต 

กฎเหล็กของวงการนี้คือ เมื่อข้อมูลดังกล่าวหลุดออกไปสู่เครือข่ายแล้ว ความเสี่ยงนั้นจะคงอยู่ติดตัวไปตลอดกาล

ซีอีโอ CryptoQuant กล่าวย้ำว่า “เหรียญที่ดูเหมือนจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ อาจกลายเป็นเหรียญที่แฮ็กเกอร์สามารถโอนออกไปใช้จ่ายได้ในวันพรุ่งนี้” 

ที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มเหรียญกว่า 3.4 ล้าน BTC ที่ไร้การเคลื่อนไหวมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งรวมถึง 1 ล้าน BTC ของ Satoshi ด้วย หากประเมินจากราคาตลาดในปัจจุบัน นี่คือขุมทรัพย์มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ที่รอวันถูกถอดรหัส 

ทางเลือกในตอนนี้จึงถูกบีบให้เหลือเพียงสองทางคือ การอัปเกรดโปรโตคอลเพื่ออายัดเหรียญกลุ่มนี้ไว้ หรือปล่อยให้ผู้ไม่หวังดีใช้พลังประมวลผลของควอนตัมแฮ็กเข้ามาขโมยไป ซึ่งนั่นเป็นเรื่องในอนาคต

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากข้อโต้แย้งนี้ ไม่ใช่ความน่ากลัวของเทคโนโลยีควอนตัม แต่เป็นเรื่องของคน ในมุมของนักพัฒนา การสร้างโซลูชั่นที่ป้องกันควอนตัมไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป

แต่ฝันร้ายที่แท้จริงคือ การทำให้ชุมชน Bitcoin ยอมตกลงที่จะอายัด เหรียญจริงๆ เพราะมันถือเป็นการทำลายอุดมการณ์สูงสุดของ Bitcoin ในแง่ของระบบที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือแทรกแซงได้

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงเรื่อง Block Size ที่กินเวลานานกว่า 3 ปีจนนำไปสู่การเกิด Hard Fork หรือกรณีของ SegWit2x ที่ล้มเหลวเพราะขาดการสนับสนุน สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานชั้นดีว่า การเสนอให้แตะต้องหรืออายัดเหรียญที่ไม่มีการเคลื่อนไหวนั้นจะต้องเผชิญกับแรงต้านทานที่รุนแรงมหาศาลขนาดไหน

Ki Young Ju ได้โยนคำถามถึงชุมชน Bitcoin ว่า “เราควรอายัดเหรียญที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานานนับทศวรรษ รวมถึงของ Satoshi หรือไม่?” ซึ่งถือเป็นบททดสอบความเชื่อที่ท้าทายที่สุดของวงการเลยก็ว่าได้

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าแค่คำถามนี้ข้อเดียวยังทำให้ชุมชนเสียงแตก การถกเถียงเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างอุดมการณ์ และความอยู่รอดก็ควรจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้


มุมมองผู้เขียน: ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงเดียวของ Bitcoin ในตอนนี้ คือเรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าชุมชน Bitcoiner จะตัดสินใจอย่างไร สุดท้ายเสียงส่วนมากจะได้รับในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ซึ่งถือเป็นสเน่ห์ของเหรียญนี้ ที่ในปัจจุบันยังไม่มีคู่แข่ง Store of Value รายไหนจะเข้ามาแทนที่ได้

ที่มา: coinpedia