สรุปข่าว
- Keyrock เผยว่าการออกตั๋วเงินคลังของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางราคา Bitcoin โดยมีความสัมพันธ์กันถึง 80% และส่งผลนำหน้าการเคลื่อนไหวของราคาประมาณ 8 เดือน
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องโลกเพียง 1% สามารถผลักดันราคา Bitcoin ได้ถึง 7.6% โดยคาดว่าแรงหนุนจากสภาพคล่องระลอกใหม่จะเริ่มส่งผลชัดเจนในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027
- ภาระหนี้สหรัฐฯ ที่กำลังจะครบกำหนดบีบให้ต้องมีการออกตั๋วเงินคลังเพิ่มขึ้นมหาศาลไปจนถึงปี 2028 ซึ่งจะเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการเติมสภาพคล่องให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องระดมทุนผ่านตั๋วเงินคลังจำนวนมหาศาลเพื่อจัดการกับหนี้ที่ครบกำหนด จะเป็นการเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินโลกโดยตรง ซึ่งตามสถิติแล้วเป็นปัจจัยบวกที่แข็งแกร่งต่อราคา Bitcoin ในระยะกลางถึงยาว
รายงานล่าสุดจาก Keyrock บริษัทการลงทุนและผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาดคริปโต ได้เปิดมุมมองใหม่ที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆ โดยระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนราคา Bitcoin ไม่ใช่นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด แต่กลับเป็น “ปริมาณการออกตั๋วเงินคลัง” ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องหลักที่มีอิทธิพลต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง

ตั๋วเงินคลังคือกุญแจสำคัญ
Amir Hajian นักวิจัยจาก Keyrock ชี้ให้เห็นว่า การออกตั๋วเงินคลังมีความสัมพันธ์กับราคา Bitcoin สูงถึง 80% นับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา โดยความเคลื่อนไหวของการออกตั๋วเงินคลังมักจะนำหน้าทิศทางราคา Bitcoin อยู่ประมาณ 8 เดือน เมื่อกระทรวงการคลังเร่งออกตั๋วเงินคลังเพื่อระดมทุน เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงและท้ายที่สุดจะไหลไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ในทางกลับกัน หากการออกตั๋วเงินคลังลดลง แรงส่งนี้ก็จะจางหายไป
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงของระดับสภาพคล่องโลกทุกๆ 1% จะส่งผลกระทบต่อราคา Bitcoin ให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันถึง 7.6% ในไตรมาสธุรกิจถัดไป อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของกองทุน ETF และนักลงทุนสถาบัน ได้ช่วยลดความอ่อนไหวของราคา Bitcoin ต่อสภาพคล่องลงประมาณ 23% ทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต

กำแพงหนี้มหาศาลรออยู่
รายงานยังระบุว่าสภาพคล่องโลกกำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ มูลค่ามหาศาลกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังจะทยอยครบกำหนดชำระในช่วง 4 ปีข้างหน้า สิ่งนี้บีบให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จำเป็นต้องรีไฟแนนซ์หนี้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีการเร่งออกตั๋วเงินคลังเพิ่มขึ้นในปีนี้
Keyrock ประเมินว่าการออกตั๋วเงินคลังจะพุ่งสูงถึง 6 แสนล้านถึง 8 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2028 เพื่อรองรับภาระหนี้ดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์นี้คาดว่าจะส่งผลบวกต่อราคา Bitcoin อย่างชัดเจนในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ตามวัฏจักรของสภาพคล่องที่ไหลเข้าสู่ระบบ

รายงานฉบับนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ที่น่าสนใจมาก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะจดจ่ออยู่แต่กับถ้อยแถลงของประธานเฟดและการปรับลดดอกเบี้ย แต่ในความเป็นจริง “ปริมาณเงิน” ที่ถูกอัดฉีดผ่านนโยบายการคลังอาจมีผลกระทบที่รุนแรงและตรงไปตรงมากว่า การที่สหรัฐฯ เจอกับกำแพงหนี้ที่ต้องรีไฟแนนซ์ หมายความว่าเครื่องจักรผลิตสภาพคล่องจำใจต้องเดินเครื่องต่อไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้มักจะเป็นใจให้กับสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดอย่าง Bitcoin เสมอ การจับตาดูกระแสเงินจากกระทรวงการคลังจึงอาจเป็นลายแทงที่แม่นยำกว่าการเดาใจเฟดในเวลานี้
ที่มา: cointelegraph

