<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

77% ของผู้ใช้คริปโตอยากใช้ Stablecoin ในแอปแบงก์! ผลสำรวจชี้ทางรอดธนาคารในยุคสินทรัพย์ดิจิทัล

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • 77% ของกลุ่มตัวอย่างเลือกที่จะเปิด Wallet กับแอปธนาคารมากกว่า หากพวกเขาเปิดให้ทำได้
  • ตลาดคริปโตได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากยุคอุดมการณ์ต้องมาก่อน เข้าสู่ยุคสะดวกสบายต้องมาก่อน และเข้าสู่การเป็นกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ 
  • Stablecoin ส่งผลกระทบด้านบวกอย่างยิ่งในตลาดแรงงานฟรีแลนซ์ ที่สามารถหาลูกค้าต่างชาติได้แล้วไร้ซึ่งข้อจำกัดด้านการเงินแบบเมื่อก่อน

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

รายงานเผยให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคริปโตที่ผู้ใช้งานเริ่มให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความน่าเชื่อถือ มากกว่าอุดมการณ์กระจายอำนาจ โดยกว่า 77% ของกลุ่มตัวอย่างต้องการใช้งานกระเป๋าคริปโตและบัตรเดบิตที่ผูกกับ Stablecoin ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร 

รายงานผลการวิจัยฉบับใหม่จาก YouGov ซึ่งมี Coinbase และ BVNK เป็นผู้สนับสนุนเปิดเผยว่า ชาวคริปโตมีความต้องการอย่างสูงที่อยากจะให้ Stablecoin สามารถนำไปปรับใช้ร่วมกับแอป mobile banking เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการใช้งานของพวกเขา

The Stablecoin Utility Report 2026 ได้สุ่มกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,658 ราย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ใช้งานคริปโตทั้งหมด ในการตอบแบบสอบถามซึ่งผลปรากฏเรื่องที่น่าตกใจมากว่า ส่วนใหญ่แล้วชาวคริปโตไม่ได้สนใจหรือยึดมั่นในหลักอุดมการณ์กระจายอำนาจ แต่ให้ความสำคัญไปกับความสะดวกสบาย,ประสิทธิภาพ และ ความน่าเชื่อถือ 

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดคริปโตได้เริ่มขยับออกห่างจากรากฐานที่เคยมีในตอนแรกไปพร้อมกับการเติบโตสู่การใช้งานจริงในวงกว้างระดับโลก

หนึ่งในหัวข้อสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้พบว่ากว่า 77% ของกลุ่มตัวอย่าง มีความต้องการอยากที่จะเปิดใช้กระเป๋าคริปโตโดยตรงผ่านแอปธนาคารที่พวกเขาใช้งานอยู่แล้ว หากมีตัวเลือกมาให้ หมายความว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะเชื่อใจในธนาคารมากกว่าบริษัทฟินเทค

ถัดมาอีกกว่า 71% เผยว่าอยากใช้งานบัตรเดบิตที่ผูกเข้ากับ Stablecoin ในบัญชี เพื่อนำคริปโตมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มากกว่าแค่การเป็นเครื่องมือในการเทรด และกว่า 39% ของกลุ่มตัวอย่างได้รับเงินเดือน/รายได้ในรูปแบบ Stablecoins แล้ว ซึ่งคิดเป็นจำนวนกว่า 35% ของรายตลอดทั้งปี

สำหรับอาชีพที่มีโอกาสได้ใช้งาน Stablecoin บ่อยที่สุดคือ ฟรีแลนซ์และผู้รับเหมาอิสระ ซึ่ง 73% เผยว่า Stablecoin ได้เปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถทำงานกับกลุ่มลูกค้าต่างชาติได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องความล่าช้าของระบบการโอนเงินข้ามพรมแดน

ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ยังระบุว่า กลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำหรือรายได้ปานกลาง ยิ่งมีการใช้งาน Stablecoin ที่มากกว่าประเทศเศรษฐกิจหลัก ด้วยอัตราการถือครองสูงถึง 79%-95% ซึ่งให้เหตุผลว่า การรับเงินเป็น Stablecoin นั้นดีกว่าการรับเงินเป็นสกุลเงินของประเทศตัวเอง ที่มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแอฟริกา

กลับกันในภูมิภาคที่เศรษฐกิจมั่นคงมั่งคั่ง กลุ่มตัวอย่างมีการถือครอง Stablecoin เพียง 45% เท่านั้น แต่จำนวนสินทรัพย์ที่ถือต่อรายบุคคลกลับสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ โดยมีช่องว่างของค่าเฉลี่ยถึง 915 ดอลลาร์ 

ขณะที่ทางฝั่งของอายุ ผู้ที่ถือ Stablecoin ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชายที่อายุยังไม่มากคิดเป็นสัดส่วนถึง 60% เว้นแต่ในภูมิภาคแอฟริการที่ทั้งชายและหญิงต่างมีการถือครองในอัตราที่ใกล้เคียงกัน

แม้การถือครองจะอยู่ในอัตราที่สูง แต่เมื่อเทียบกับการใช้งานจริงแล้วยังคงมีช่องว่างที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะ 42% ของกลุ่มตัวอย่างมีความคิดอยากใช้งาน Stablecoin ในการซื้อสินค้า “ชิ้นใหญ่ๆ” แต่มีเพียง 28% เท่านั้นที่ใช้งานในรูปแบบดังกล่าวจริง แสดงให้เห็นว่าตลาดมีแต่ผู้ใช้แต่ยังไม่มีช่องทางเปิดรับให้สามารถใช้ได้

ถือ Stablecoins ไปทำไม

ตามรายงานที่กล่าวไปข้างต้น ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ไม่ได้ถือ Stablecoin เพราะอุดมการณ์ แต่ 30% ถือเพราะมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าก็แค่นั้น ขณะที่ 28% ถือไว้เพราะมีความปลอดภัยกว่า และอีก 27% ถือเพราะมันเป็นสกุลเงินที่เข้าถึงและใช้ได้ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานกว่า 30% ยังคงแสดงความกังวลอย่างหนักในด้านธรรมชาติของคริปโตที่ถ้าโอนพลาดไปแล้วจะไม่มีทางได้เงินกลับคืนมา พร้อมกับยืนยันวันความยุ่งยากในฝั่งของประสบการณ์ใช้งานเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางการใช้งาน

โดยสรุปแล้ว Stablecoin กำลังแปรเปลี่ยนจากที่พักเงินและเครื่องมือเทรดในวงการคริปโตแคบๆ ให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่กำลังจะใช้งาน หากธนาคารยอมรับที่จะนำเทคโนโลยีใหม่นี้มาผสานเข้ากับระบบการเงินของตนเอง

ที่มา : ethnews


มุมมองผู้เขียน: อุดมการณ์ Decentralization เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างนวัตกรรม แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคทั่วไปย่อมเลือก ความสะดวก ปลอดภัย และใช้งานง่าย เป็นอันดับแรก แสดงให้เห็นว่าความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ไม่น้อยในยุคสมัยใหม่นี้