สรุปข่าว
- Charles Edwards นักวิเคราะห์ชื่อดังเตือนว่า ราคา Bitcoin อาจร่วงลงแตะ 30,000 ดอลลาร์ภายในปี 2027 หากเครือข่ายไม่มีความคืบหน้าในการอัปเกรดเพื่อป้องกันภัยจากควอนตัมคอมพิวเตอร์
- ความเสี่ยงหลักคือ “ความล่าช้าในการอัปเกรดระบบ” ของชุมชน Bitcoin ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 1-3 ปีในการหาข้อสรุป ทำให้สถาบันการเงินเริ่มกังวลและอาจปรับลดมูลค่าความน่าลงทุนลง
- มีเหรียญ Bitcoin ประมาณ 20-30% (โดยเฉพาะกระเป๋ายุคเก่า) ที่เสี่ยงต่อการถูกเจาะ Private Key ซึ่งหากถูกแฮ็กพร้อมกันจะทำให้เกิดแรงเทขายมหาศาลจนตลาดพังทลายได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
แม้เทคโนโลยีควอนตัมที่สมบูรณ์แบบจะยังมาไม่ถึง แต่ความคลุมเครือและกระบวนการหาข้อสรุปที่เชื่องช้าของชุมชน Bitcoin ได้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ปัจจัยนี้จะกลายเป็นกำแพงกดดันไม่ให้ราคา Bitcoin เติบโตได้อย่างเต็มที่ และอาจถูกใช้เป็นเหตุผลในการเทขายของนักลงทุนสถาบันในช่วงที่ตลาดเกิดความไม่แน่นอน
ตลาดหมีของ Bitcoin ในรอบนี้อาจลากยาวและเลวร้ายกว่าที่คิด หากเครือข่ายยังคงนิ่งเฉยต่อภัยคุกคามจากเทคโนโลยี “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
ชาร์ลส์ เอ็ดเวิร์ดส์ (Charles Edwards) ผู้ก่อตั้งบริษัทการลงทุน Capriole ชี้ให้เห็นว่า ตลาดควรเริ่มนำความเสี่ยงเรื่องควอนตัมมาคำนวณเพื่อปรับลดมูลค่าของ Bitcoin ได้แล้ว และแรงเทขายกดดันนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้น หากกลุ่มนักพัฒนาไม่มีความคืบหน้าในการอัปเกรดโค้ดให้ต้านทานการแฮ็กจากควอนตัมได้
เอ็ดเวิร์ดส์ประเมินสถานการณ์ไว้ค่อนข้างน่าตกใจว่า “มูลค่าของ Bitcoin อาจหายไปถึงครึ่งหนึ่งในเวลาเพียงปีกว่าๆ หากเรายังไม่อัปเกรดระบบให้กันควอนตัมได้ และหากปล่อยปละละเลยต่อไป ตลาดอาจกดมูลค่าของ Bitcoin ลงถึง 75% ภายในปี 2029” การประเมินนี้ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ว่า ราคาของ Bitcoin อาจร่วงจากระดับ 68,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน ลงไปกองอยู่ที่ราว 30,000 ดอลลาร์ภายในปี 2027 และอาจกลายเป็น “ศูนย์” ในท้ายที่สุด หากถึงวัน “Q-Day” (วันที่ควอนตัมเจาะระบบคริปโตสำเร็จ) แล้วเครือข่ายยังรับมือไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เอ็ดเวิร์ดส์มองว่าหากวัดจากปัจจัยพื้นฐาน ราคา Bitcoin ปัจจุบันถือว่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอยู่ราว 30% โดยมูลค่าที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 120,000 ดอลลาร์ (หรือ 96,000 ดอลลาร์หากหักลบความเสี่ยงเรื่องควอนตัมออกไป) ดังนั้น สำหรับนักลงทุนสายถือยาวที่เชื่อมั่นว่าเครือข่ายจะแก้ปัญหานี้ได้ภายใน 2-3 ปี ราคาแถว 60,000 ดอลลาร์ ก็ยังถือเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ
ทำไมตลาดต้องตื่นตูมกับเทคโนโลยีอนาคต?
คำถามคือ ทำไมตลาดถึงต้องมากังวลล่วงหน้ากับเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์? เอ็ดเวิร์ดส์อธิบายว่า ปัญหาควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องที่ต้องแข่งกับเวลา จากการประเมินพบว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่มีความจุระดับ 2,300 Logical Qubits ก็เพียงพอที่จะถอดรหัสของ Bitcoin ได้แล้ว ซึ่งเหตุการณ์ “Q-Day” มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 60% ภายในปี 2030 และจะขยับเป็น 80% ภายในปี 2031
แต่ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ความเก่งของคอมพิวเตอร์ แต่เป็น “ความเชื่องช้าของเครือข่าย Bitcoin” เอ็ดเวิร์ดส์ชี้ว่า การจะอัปเกรดระบบและโน้มน้าวให้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ย้ายไปใช้กระเป๋าเงิน แบบใหม่ที่กันควอนตัมได้นั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-3 ปี ช่องว่างระหว่างความเร็วในการพัฒนาควอนตัม กับความล่าช้าในการหาข้อตกลงร่วมกัน ของชุมชน Bitcoin นี่แหละ คือสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจและอาจเทขายออกมาก่อน
ความกังวลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องมโนในหมู่ชาวคริปโต เพราะแม้แต่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock ก็ยังเคยเขียนระบุความเสี่ยงนี้ไว้ในหนังสือชี้ชวนของกองทุน Spot Bitcoin ETF โดยเตือนว่าเทคโนโลยีควอนตัมอาจทำให้การเข้ารหัสของ Bitcoin ไร้ผล ซึ่งอาจบีบให้เครือข่ายต้องทำ Hard Fork ท่ามกลางความเสี่ยงว่าจะตกลงกันไม่ได้ตามกำหนดเวลา
เม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ตกเป็นเป้า
หากควอนตัมเจาะระบบได้สำเร็จ อะไรจะเกิดขึ้น? ปัญหาจะพุ่งเป้าไปที่ “เหรียญยุคเก่า” หรือกระเป๋าเงินที่ถูกเปิดเผย Public Key สู่สาธารณะแล้ว (เช่น รูปแบบกระเป๋าเงินยุคแรกอย่าง (P2PK) ซึ่งเมื่อควอนตัมเห็น Public Key ก็จะสามารถคำนวณย้อนกลับเพื่อเจาะหา Private Key และขโมยเหรียญได้ทันที
ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันมี Bitcoin ถึง 20-30% ของอุปทานทั้งหมด ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหรียญที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานาน หากคำนวณจากราคาปัจจุบัน เม็ดเงินที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายนี้มีมูลค่าสูงถึง 2.82 – 4.23 แสนล้านดอลลาร์ แม้รายงานจาก CoinShares จะประเมินตัวเลขที่เจาะจงลงมาว่า มีเหรียญรุ่นเก่าที่เสี่ยงจริงๆ ประมาณ 1.6 ล้าน BTC (ราว 8%) แต่หากเหรียญเหล่านี้ถูกแฮ็กและเทขายลงกระดานเทรดพร้อมกัน ตลาดคริปโตก็จะพังทลายลงในพริบตา
ทางออกที่ยากจะตกลงกันได้
เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ เอ็ดเวิร์ดส์เสนอแนวคิดสุดขั้วอย่าง Dead Man’s Switch โดยเสนอให้ระบบแช่แข็งเหรียญใดๆ ก็ตามที่ไม่ยอมย้ายมาระบบใหม่ภายในเวลาที่กำหนด แม้วิธีนี้จะช่วยปกป้องมูลค่าโดยรวมของเครือข่ายได้ แต่รับรองว่าจะต้องถูกต่อต้านอย่างหนักจากชุมชนคริปโต เพราะมันขัดกับหลักการ “Not your keys, not your coins” อย่างสิ้นเชิง และอาจทำลายศรัทธาในความเป็นเงินที่ไม่มีใครควบคุมได้ (Hard Money) ของ Bitcoin ไปเลย
อย่างไรก็ดี ทีมนักพัฒนาไม่ได้นิ่งนอนใจ ปัจจุบันมีร่างข้อเสนอที่ชื่อว่า BIP 360 กำลังถูกพูดถึง โดยเป็นการเสนอระบบโครงสร้างใหม่ (Pay-to-Merkle-Root หรือ P2MR) ผ่านการทำ Soft Fork เพื่อช่วยซ่อน Public Key และลดความเสี่ยงจากการถูกควอนตัมโจมตีในระยะยาว แม้จะเป็นเพียงก้าวแรก แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าชุมชนเริ่มตื่นตัวและเปลี่ยนคำถามจาก “ควอนตัมจะแฮ็กได้ไหม?” เป็น “เราจะรับมือมันเมื่อไหร่และอย่างไร?” แล้ว
ที่มา: Capriole
เรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์กับคริปโตเป็นประเด็นที่เถียงกันมานาน แต่สิ่งที่บทความนี้ชี้ให้เห็นอย่างเฉียบขาดคือ “ตลาดทุนไม่เคยรอให้ปัญหาเกิดก่อนแล้วค่อยเทขาย” เมื่อสถาบันระดับโลกอย่าง BlackRock เริ่มใส่ใจเรื่องนี้ นั่นแปลว่าพวกเขามองความเสี่ยงนี้เป็นเรื่องจริงจัง จุดอ่อนที่แท้จริงของ Bitcoin ไม่ใช่โค้ดคณิตศาสตร์ที่แก้ไม่ได้ แต่เป็น “ความเห็นพ้องต้องกันของคนในชุมชน” หากการอัปเกรด (เช่น BIP 360) มีความขัดแย้งลากยาวเหมือนเหตุการณ์ Blocksize War ในอดีต นักลงทุนอาจเลือกที่จะย้ายเงินทุนไปหาสินทรัพย์อื่นที่มีแผนรับมือเรื่องควอนตัมชัดเจนกว่า ถือเป็นประเด็นระดับโครงสร้างที่คนทำคอนเทนต์และนักลงทุนสายเทคนิคต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด
