สรุปข่าว
- BlackRock ยื่นจดทะเบียน iShares Staked Ethereum Trust ETF (ETHB) ซึ่งจะ stake ETH 70-95% ของทรัพย์สินทั้งหมด
- นักลงทุนได้รับ 82% ของผลตอบแทน staking โดยประมาณ 3% ต่อปี ขณะที่ BlackRock และ Coinbase แบ่ง 18%
- หากประสบความสำเร็จครึ่งหนึ่งของ ETHA อาจล็อก ETH กว่า 1.6 ล้านเหรียญ สร้างแรงกดดันอุปทานในตลาด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การเปิดตัว ETHB เป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อ Ethereum เนื่องจากจะสร้างแรงกดดันอุปทานอย่างมหาศาล หากกองทุนนี้ประสบความสำเร็จเพียงครึ่งหนึ่งของ ETHA (ซึ่งมี AUM 6.58 พันล้านดอลลาร์) ETHB จะถือครอง ETH ประมาณ 1.6 ล้าน ETH และหากนำไป stake 95% จะล็อก Ethereum กว่า 1.5 ล้าน ETH ออกจากตลาด นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดประตูให้นักลงทุนสถาบันเข้าถึงผลตอบแทนจาก staking ได้ง่าย โดยไม่ต้องจัดการเทคนิคเอง ซึ่งจะเพิ่มความน่าสนใจของ Ethereum ในฐานะสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทน ต่างจากการถือครอง Bitcoin ที่ไม่มีผลตอบแทน การที่ SEC ภายใต้ประธาน Paul Atkins เริ่มผ่อนปรนท่าทีต่อ Staking ก็เป็นสัญญาณบวกต่อระบบนิเวศ Ethereum โดยรวม
BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ยื่นเอกสารแก้ไข S-1 กับ SEC ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อเปิดตัว iShares Staked Ethereum Trust ETF (ETHB) ซึ่งเป็นกองทุน ETF แบบใหม่ที่จะนำ Ethereum ไป stake เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน โดย BlackRock affiliate ได้ซื้อ seed shares จำนวน 4,000 หุ้นในราคาหุ้นละ $25 รวมเป็นเงินทุนเริ่มต้น $100,000 (~3.2 ล้านบาท) เพื่อเริ่มซื้อและ stake Ethereum
ETHB แตกต่างจาก ETHA (iShares Ethereum Trust) ที่มีอยู่แล้วซึ่งเพียงแค่ติดตามราคา Ethereum โดย ETHB จะนำ ETH ส่วนใหญ่ไป stake เพื่อสร้างผลตอบแทน โดยวางแผนจะ stake สูงสุด 95% ของทรัพย์สินทั้งหมดภายใต้สภาวะตลาดปกติ ส่วนที่เหลือ 5% จะเก็บไว้ใน “Liquidity Sleeve” เป็น ETH ที่ไม่ได้ stake เพื่อจัดการการไหลเข้า-ออกของกองทุนและค่าใช้จ่ายประจำวัน
โครงสร้างค่าธรรมเนียมและผลตอบแทน
ผลตอบแทนจาก staking จะถูกแบ่งดังนี้:
ส่วนที่นักลงทุนได้รับ: 82% ของผลตอบแทน staking ทั้งหมด
ส่วนที่ BlackRock และ Coinbase แบ่งกัน: 18% ของผลตอบแทน staking
โดยค่าธรรมเนียม จะอยู่ที่ 0.12% ต่อปี สำหรับ AUM แรก 2.5 พันล้านดอลลาร์ (~80,000 ล้านบาท) ในระยะ 12 เดือนแรก และหลังจากนั้นจะขึ้นเป็น 0.25% ต่อปี
BlackRock ประมาณการว่าผลตอบแทน staking อยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี โดยอ้างอิงจากข้อมูลต้นปี 2026 อย่างไรก็ตาม เอกสารแจ้งเตือนชัดเจนว่าตัวเลขนี้ไม่รับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ยังระบุว่าผลตอบแทน staking มีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากจำนวน validator ที่เข้าร่วมเครือข่าย Ethereum เพิ่มขึ้น
Coinbase Prime จะทำหน้าที่เป็น Prime Execution Agent ดูแลโครงสร้างพื้นฐานการ staking ขณะที่ Coinbase Custody Trust Company จะเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์หลัก โดยมี Anchorage Digital Bank เป็นผู้ดูแลสำรอง
การล็อก Ethereum จะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่?
ข้อมูลที่น่าสนใจคือผลกระทบต่ออุปทาน Ethereum ในตลาด ETHA ซึ่งเป็น spot Ethereum ETF ของ BlackRock ปัจจุบันมี AUM อยู่ที่ 6.58 พันล้านดอลลาร์ (~210,560 ล้านบาท) และถือครอง ETH ประมาณ 3.21 ล้าน ETH ทำให้เป็น Ethereum ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หากสมมติว่า ETHB ประสบความสำเร็จเพียงครึ่งหนึ่งของ ETHA:
- AUM จะอยู่ที่ประมาณ 3.29 พันล้านดอลลาร์ (~105,280 ล้านบาท)
- จะถือครอง ETH ประมาณ 1.6 ล้าน ETH
- หาก stake 95% = ล็อก ETH ประมาณ 1.52 ล้าน ETH
การคำนวณแสดงว่าหาก stake 95% ของ ETH ทั้งหมดที่อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน ETHB อาจสร้างผลตอบแทนรวม 28,800-43,300 ETH ต่อปี โดย BlackRock และผู้ให้บริการจะได้รับรายได้ 5,200-7,800 ETH ต่อปี และรายได้ของ BlackRock อาจอยู่ที่ 11-20 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ข้อควรระวัง: ระยะเวลา Activation และ Withdrawal
เอกสารดังกล่าวได้เปิดเผยข้อจำกัดสำคัญของการ stake ที่นักลงทุนควรทราบ:
การโอนเข้าไป Stake และการรอคิว:
- ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 มี Ethereum ประมาณ 4 ล้าน ETH รออยู่ในคิว
- ใช้เวลาประมาณ 70 วัน กว่าจะเริ่มสร้างผลตอบแทน
- หาก ETHB มีการไหลเข้าอย่างมาก Ethereum ส่วนใหญ่อาจรอในคิวหลายสัปดาห์ก่อนเริ่มสร้างผลตอบแทน
การถอน Ethereum ออกจากการ Stale :
- Exit delay + withdrawability delay ประมาณ 27 ชั่วโมง
- Withdrawal sweep ใช้เวลา 7-10 วัน
- ในช่วงที่เครือข่ายแออัด กระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
นี่เป็นความแตกต่างสำคัญจาก traditional finance ที่นักลงทุนเคยชิน ETH ที่ถูก stake ยังคงเป็นสินทรัพย์ on-chain แต่กระบวนการนำไปทำงานและดึงกลับออกมาต้องอยู่ภายใต้กฎของ Ethereum ไม่ใช่ความคาดหวังการชำระบัญชีของ Wall Street
การแข่งขันและบริบทตลาด
ETHB จะไม่ใช่ staking Ethereum ETF เพียงตัวเดียวในตลาด VanEck ก็ได้ยื่นเอกสารกับ SEC เพื่อขอเปิด staked Ethereum ETF เช่นกัน ขณะที่ Grayscale มี Ethereum ETF อยู่แล้ว 2 ตัว (ETHE และ ETH) ที่สร้างผลตอบแทนจาก staking
อย่างไรก็ตาม การที่ ETHB เข้าสู่ตลาดจะเพิ่มน้ำหนักสถาบันอย่างมากให้กับหมวด staking ETF เนื่องจาก BlackRock มีการกระจายสินค้าที่กว้างขวางและการรับรู้แบรนด์ที่แข็งแกร่งในวงการการเงินแบบดั้งเดิม
การเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการเปลี่ยนท่าทีของ SEC ภายใต้ประธานคนใหม่ Paul Atkins ซึ่งดูเหมือนจะผ่อนปรนกับเรื่อง staking มากขึ้น ในอดีต SEC ภายใต้ Gary Gensler เคยสั่งให้บริษัทต่าง ๆ ตัดส่วน staking ออกจากการยื่นเอกสาร โดยอ้างว่าบริการ staking ที่เสนอโดยแพลตฟอร์มอย่าง Kraken และ Coinbase อาจเป็นการเสนอหลักทรัพย์ที่ไม่ได้ลงทะเบียน
ผู้เขียนเชื่อว่านี่เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่า Ethereum กำลังวิวัฒนาการไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สถาบันยอมรับ และการที่ SEC เริ่มผ่อนปรนเรื่อง Staking ก็เป็นก้าวสำคัญในการเปิดประตูให้เม็ดเงินสถาบันไหลเข้าสู่ระบบนิเวศ Ethereum มากขึ้น
ที่มา: 99bitcoins, coinmarketcap, en.coin-turk, bsc.news, cryptoslate

