สรุปข่าว
- Blue Owl Capital ถูกบังคับขายสินทรัพย์มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท) หลังนักลงทุนแห่ถอนเงินจากกองทุน private credit ของบริษัท
- หุ้นของ Blue Owl ร่วงเกือบ 15% ในสัปดาห์นี้ สร้างความกังวลว่าอาจเกิดวิกฤตสภาพคล่องคล้ายปี 2008
- นักวิเคราะห์เชื่อว่าถ้าเกิดวิกฤตระบบการเงิน Bitcoin อาจได้ประโยชน์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยทางเลือก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ข่าวนี้เป็นบวกต่อ Bitcoin ในระยะยาว เพราะถ้าระบบการเงินแบบเดิมเกิดวิกฤต นักลงทุนอาจหันมาถือสินทรัพย์ทางเลือกเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะหลังวิกฤต 2008 ที่ Bitcoin เกิดขึ้นมาเป็นคำตอบ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอาจเกิดความผันผวนถ้าวิกฤตลุกลามไปถึงตลาดทั้งหมด
บริษัทหลักทรัพย์ Blue Owl Capital (OWL) กำลังเผชิญวิกฤตสภาพคล่องหลังถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์มูลค่ากว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท เพื่อจ่ายเงินให้นักลงทุนที่ต้องการถอนตัวจากกองทุน private credit ของบริษัท เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2568 หุ้นของบริษัทร่วงลงเกือบ 15% ในสัปดาห์นี้ ตามรายงานของ CoinDesk ซึ่งสร้างความกังวลในวงการการเงินว่าอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของวิกฤตแบบปี 2008 อีกครั้ง
Blue Owl เป็นหนึ่งในบริษัทลงทุนแบบ private equity ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในตลาด private credit ซึ่งเป็นการให้กู้เงินแก่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่สามารถกู้จากธนาคารได้ง่าย การที่นักลงทุนแห่ถอนเงินจำนวนมากพร้อมกันบ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นในตลาดนี้กำลังลดลง และอาจเป็นสัญญาณว่าปัญหาในระบบการเงินอาจลุกลามได้
ความหวาดกลัวสไตล์ 2008 กลับมาอีกครั้ง
นักวิเคราะห์หลายคนเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับวิกฤตปี 2008 เมื่อธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ต้องขายสินทรัพย์อย่างเร่งด่วนเพื่อหาเงินสดมาจ่ายหนี้ ซึ่งสร้างวงจรของการขายที่ทำให้ราคาสินทรัพย์ร่วงลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะยังไม่รุนแรงเท่านั้น แต่การที่บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Blue Owl ต้องขายทรัพย์สินจำนวนมากก็เป็นสัญญาณเตือนที่น่าจับตา
ตลาด private credit เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะบริษัทต่าง ๆ หันมาใช้แหล่งเงินทุนนอกระบบธนาคารมากขึ้น แต่ตลาดนี้ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ไม่สามารถซื้อขายได้ง่ายเหมือนหุ้นหรือพันธบัตร เมื่อนักลงทุนต้องการถอนเงิน กองทุนจึงต้องขายทรัพย์สินในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงเพื่อให้ได้เงินสดมาจ่ายอย่างรวดเร็ว
Bitcoin อาจได้ประโยชน์จากวิกฤตระบบการเงิน
นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าถ้าวิกฤตสภาพคล่องในตลาด private credit ลุกลามไปสู่ระบบการเงินที่กว้างขึ้น Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ อาจได้ประโยชน์ เหตุผลคือ Bitcoin ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับระบบการเงินแบบเดิม คล้ายกับทองคำในอดีต เมื่อเกิดวิกฤตปี 2008 ความเชื่อมั่นในธนาคารและสถาบันการเงินลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาในปีถัดมา
ในปีนี้ Bitcoin มีการฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังจากได้รับการยอมรับมากขึ้นจากสถาบันการเงินใหญ่ ๆ รวมถึงการอนุมัติ Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ถ้าเกิดวิกฤตในระบบการเงินแบบเดิม อาจทำให้นักลงทุนหันมาสนใจสินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะ Bitcoin ที่มีสภาพคล่องสูงและซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
นักลงทุนควรจับตาว่าสถานการณ์ของ Blue Owl จะลุกลามไปยังบริษัทอื่น ๆ ในตลาด private credit หรือไม่ ถ้าเกิดการขายทรัพย์สินจำนวนมากพร้อมกัน อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ในตลาดทั้งหมด รวมถึงตลาดคริปโต อย่างไรก็ตาม ถ้าวิกฤตยังจำกัดอยู่ในตลาดเฉพาะและไม่ลุกลามเป็นวงกว้าง Bitcoin อาจเห็นกระแสเงินทุนไหลเข้ามาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยทางเลือก
นอกจากนี้ ควรติดตามปฏิกิริยาของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ว่าจะมีมาตรการใดเพื่อรองรับสภาพคล่องในระบบการเงินหรือไม่ เพราะการเข้ามาของ Fed มักส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด รวมถึงคริปโต
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าสนใจมาก เพราะมันเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบการเงินแบบเดิมอาจมีปัญหาแฝงอยู่ โดยเฉพาะในตลาด private credit ที่เติบโตเร็วมาก แต่ความโปร่งใสน้อยกว่าตลาดหุ้นหรือพันธบัทั่วไป สำหรับ Bitcoin ผมคิดว่าในระยะสั้นอาจมีความผันผวน เพราะถ้าวิกฤตลุกลามจริง นักลงทุนอาจต้องขายทุกอย่างเพื่อหาเงินสดก่อน รวมถึง Bitcoin ด้วย แต่ในระยะยาวถ้าเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในระบบการเงินแบบเดิม Bitcoin น่าจะได้ประโยชน์แน่นอน เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์นี้โดยตรง แนะนำให้ติดตามข่าวเรื่องนี้ต่อไป และดูว่า Blue Owl หรือบริษัทอื่น ๆ ในตลาด private credit จะมีปัญหาเพิ่มขึ้นหรือไม่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

