Vitalik เสนอระบบกำกับดูแล DAO แบบใหม่ ใช้ AI ร่วม Zero-Knowledge Proofs ปกป้องความเป็นส่วนตัวผู้ลงคะแนน

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เสนอแนวคิดระบบกำกับดูแล DAO แบบใหม่ที่ใช้ AI เป็น “ผู้ดูแล” ร่วมกับเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proofs
  • ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ลงคะแนนและป้องกันการบังคับหรือติดสินบนในกระบวนการตัดสินใจแบบกระจายอำนาจ
  • แนวคิดนี้อยู่ในระดับการวิจัย ยังไม่มีผลกระทบต่อตลาดทันที แต่น่าจับตาดูว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใดสำหรับอนาคตของ DAO

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

ข่าวนี้เป็น Neutral สำหรับราคาในระยะสั้น เพราะเป็นแค่การเสนอแนวคิดในระดับทฤษฎี ไม่ใช่การอัปเกรดโปรโตคอลหรือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทันที อย่างไรก็ตาม มันแสดงให้เห็นว่า Vitalik และทีม Ethereum ยังคงพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกในระยะยาวสำหรับความเชื่อมั่นในระบบนิเวศ Ethereum

Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้เสนอแนวคิดระบบกำกับดูแลองค์กรแบบกระจายอำนาจ (DAO) รูปแบบใหม่ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็น “ผู้ดูแล” (stewards) ร่วมกับเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proofs และ Secure Computation เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อมูลระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนและข้อมูลที่ละเอียดอ่อน พร้อมทั้งป้องกันการบังคับหรือติดสินบนในกระบวนการตัดสินใจแบบกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหึ่งในปัญหาใหญ่ที่ DAO หลายแห่งเผชิญอยู่

AI กับ Zero-Knowledge Proofs ช่วยแก้ปัญหา DAO อย่างไร

แนวคิดของ Vitalik มุ่งเน้นการใช้ AI เป็นตัวช่วยในการจัดการและดูแลกระบวนการลงคะแนนเสียงของ DAO โดยผสมผสานกับเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proofs (ZKP) และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เช่น Multi-Party Computation (MPC) และ Trusted Execution Environments (TEEs) เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ผู้ลงคะแนนสามารถแสดงความคิดเห็นและลงคะแนนได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนหรือข้อมูลส่วนตัว ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงจากการถูกบังคับหรือติดสินบนจากกลุ่มคนที่มีอำนาจหรือมีผลประโยชน์ในการตัดสินใจของ DAO

ระบบนี้ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจ เพราะแม้ว่าข้อมูลระบุตัวตนจะถูกปกป้อง แต่ผลการลงคะแนนและเหตุผลในการตัดสินใจยังคงสามารถตรวจสอบได้โดยสาธารณะ นี่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ DAO ในปัจจุบัน

ยังเป็นแค่แนวคิด ไม่ใช่การอัปเกรดจริง

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ข้อเสนอนี้ยังอยู่ในระดับแนวคิดและการวิจัย ไม่ใช่การอัปเกรดโปรโตคอล Ethereum หรือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในทันที ดังนั้น ผลกระทบต่อราคาของ Ethereum หรือโทเค็นอื่นๆ ในตลาดจึงมีจำกัดในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การที่ Vitalik ยังคงเสนอแนวคิดใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอแสดงให้เห็นว่าทีมพัฒนา Ethereum ยังคงมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาและพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของ Ethereum ในการสร้างระบบที่กระจายอำนาจอย่างแท้จริง โดยลดการพึ่งพาบุคคลหรือกลุ่มคนใดคนหนึ่ง และเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นคุณค่าหลักของเทคโนโลยีบล็อกเชนตั้งแต่แรกเริ่ม

Vitalik ไม่หยุดพัฒนา Ethereum

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Vitalik มั่นใจ Ethereum ทำได้อีก 4 อัปเกรดใหญ่ หลังทำสำเร็จแล้วกับ The Merge ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทีม Ethereum มีแผนพัฒนาในระยะยาวที่ชัดเจน นอกจากนี้ Vitalik ยังเคยออกมาวิจารณ์แพลตฟอร์มต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา เช่น Vitalik ฟาด “Polymarket” เลิกเปิดให้พนันในหัวข้อไร้สาระ ชี้ควรเป็นแหล่งข้อมูลสร้างคุณค่าระยะยาว และยังเคยประกาศว่า สะดุ้งทั้งเชน! Vitalik ประกาศกร้าว “แอปไหนห่วยผมด่าแน่” เลิกอ้างความเป็นกลางบังหน้า

การเสนอแนวคิดระบบกำกับดูแล DAO แบบใหม่ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า Vitalik ไม่เพียงแค่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้านโปรโตคอล แต่ยังให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศคริปโตอีกด้วย


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า แนวคิดนี้น่าสนใจมากในแง่ของทฤษฎี แต่การนำไปใช้จริงคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก เพราะเทคโนโลยี AI และ Zero-Knowledge Proofs ยังอยู่ในช่วงพัฒนา และการผสมผสานทั้งสองเข้าด้วยกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม การที่ Vitalik ยังคงเสนอแนวคิดใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอเป็นสัญญาณบวกที่บอกว่าทีม Ethereum ยังไม่หยุดนิ่ง และยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้ Ethereum เป็นแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับแอปพลิเคชันแบบกระจายอำนาจ สำหรับนักลงทุน ผมคิดว่าข่าวนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อราคาในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นใน Ethereum ว่ายังคงเป็นโปรเจกต์ที่มีการพัฒนาอย่างจริงจัง น่าจับตาดูว่าแนวคิดนี้จะพัฒนาไปในทิศทางใดในอนาคต และจะมี DAO ไหนบ้างที่สนใจนำไปทดลองใช้