สรุปข่าว
สรุปข่าว
- โมเดลสถิติย้อนหลังชี้ว่า Bitcoin มีโอกาสถึง 88% ที่จะทำราคาพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 122,000 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 10 เดือนข้างหน้า
- สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Bernstein และ Wells Fargo ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาด โดยคาดหวังว่าจะมีเม็ดเงินรอบใหม่ไหลเข้ามาหนุนราคาในเร็ว ๆ นี้
- เกิดข้อถกเถียงว่าสถิติในยุคที่รายย่อยคุมตลาด อาจนำมาใช้เปรียบเทียบกับยุคปัจจุบันที่กองทุน ETF และสถาบันการเงินเป็นผู้กำหนดทิศทางราคาได้ยากขึ้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ข้อมูลทางสถิติที่แข็งแกร่งประกอบกับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินระดับโลก ถือเป็นปัจจัยหนุนเชิงจิตวิทยาชั้นดีที่ช่วยตอกย้ำภาพรวมของตลาดขาขึ้น แม้ในระยะสั้นอาจมีการปรับฐานหรือวิ่งออกข้างเพื่อสะสมพลัง แต่โมเมนตัมหลักยังคงเอื้อให้ฝั่งซื้อมีความได้เปรียบในระยะยาว
หากใครที่กำลังกังวลกับทิศทางของ Bitcoin ในช่วงนี้ ข้อมูลทางสถิติอาจช่วยให้คุณใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง เมื่อ ทิโมธี ปีเตอร์สัน (Timothy Peterson) นักเศรษฐศาสตร์เครือข่าย ได้ออกมากางโมเดลคาดการณ์ราคาที่รวบรวมข้อมูลย้อนหลังไปไกลถึงปี 2011 ซึ่งผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่า เราอาจได้เห็น Bitcoin ทะยานไปแตะระดับ 122,000 ดอลลาร์ภายใน 10 เดือนข้างหน้านี้
ปีเตอร์สันได้แชร์มุมมองนี้ผ่านแพลตฟอร์ม X โดยชูประเด็นที่น่าสนใจว่า หากเรามองย้อนกลับไปในช่วง 24 เดือนที่ผ่านมา Bitcoin สามารถทำผลงาน “ปิดบวก” รายเดือนไปได้ถึง 12 เดือน ซึ่งเมื่อนำสถิตินี้ไปเทียบกับพฤติกรรมในอดีต พบว่าจังหวะเวลาแบบนี้มักจะตามมาด้วยตลาดขาขึ้นเสมอ โดยมีความน่าจะเป็นสูงถึง 88% ที่ราคาจะพุ่งสูงกว่าเดิมในอีก 10 เดือนถัดไป และหากอิงตามค่าเฉลี่ยผลตอบแทนในอดีตที่ 82% การพุ่งขึ้นรอบนี้ก็จะดันให้ราคา Bitcoin ไปจบอยู่ที่ราว ๆ 122,000 ดอลลาร์นั่นเอง
เจาะเบื้องหลังโมเดล ดูที่ “ความถี่” ไม่ใช่ “ความแรง”
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนก็คือ โมเดลของปีเตอร์สันไม่ได้วัดว่ากราฟจะพุ่งแรงแค่ไหน แต่โฟกัสไปที่ “ความสม่ำเสมอ” ในการยืนแดนบวกของแต่ละเดือนเป็นหลัก นั่นหมายความว่า ต่อให้ตลาดจะแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) หรือราคาขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย โมเดลนี้ก็ยังคงนับว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกอยู่ดี
ปีเตอร์สันย้ำว่า เครื่องมือนี้ควรใช้เป็นเพียง “สัญญาณเตือนเบื้องต้นว่าตลาดอาจกำลังกลับตัว” ไม่ใช่เครื่องจักรฟันธงราคาแบบเป๊ะ ๆ มันแค่บอกเราว่า “ลมกำลังเปลี่ยนทิศ” ไปสู่ขาขึ้น แต่ไม่ได้การันตีว่าจะไปเร็วหรือผันผวนแค่ไหน ซึ่งจังหวะนี้เองที่เกิดความขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ระหว่าง “ตัวเลขสถิติที่ดูดี” กับ “อารมณ์ของนักลงทุนรายย่อยที่ยังคงหวาดระแวง” ซึ่งพฤติกรรมสวนทางกันแบบนี้ มักเป็นเรื่องปกติที่เราพบเห็นได้บ่อย ๆ ในช่วงรอยต่อก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยนเทรนด์
สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ยังคง “มองบวก”
แม้รายย่อยจะยังกล้า ๆ กลัว ๆ ท่ามกลางสภาพตลาดที่ซึมลง แต่สถาบันการเงินระดับบิ๊กเนมกลับไม่ได้มองแบบนั้น นักวิเคราะห์จากกองทุน Bernstein มองว่า การย่อตัวของ Bitcoin ในรอบนี้ถือว่าเบาบางมากเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์การเทขายในอดีต และยังคงยืนกรานเป้าหมายราคาไว้ที่ 150,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2026
สอดคล้องกับมุมมองของธนาคาร Wells Fargo ที่คาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีเม็ดเงินก้อนใหม่จำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ทั้งตลาดหุ้นและ Bitcoin โดยได้แรงหนุนจากวัฏจักรสภาพคล่องตามฤดูกาล และความกล้าเสี่ยงของนักลงทุนที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง
สถิติจากอดีต ยังใช้ได้จริงหรือในยุคนี้?
อย่างไรก็ตาม มีนักวิจารณ์หลายคนตั้งคำถามว่า โมเดลสถิติที่เรียบง่ายแบบนี้อาจ “ตกยุค” ไปแล้วหรือไม่ เพราะโครงสร้างตลาดของ Bitcoin เปลี่ยนไปจากปี 2011 อย่างสิ้นเชิง ในอดีต ตลาดคริปโตถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินจากรายย่อยล้วน ๆ แต่ทุกวันนี้ ผู้เล่นหลักคือสถาบันการเงิน กองทุน Spot ETF และกระแสเงินทุนระดับเศรษฐกิจมหภาคที่คอยเป็นตัวกำหนดทิศทางราคา
ในมุมของคณิตศาสตร์ โมเดลนี้อาจฟังดูสมเหตุสมผล (คล้ายกับหลักการโยนเหรียญที่หากผลลัพธ์ออกหัวบ่อย ๆ โอกาสที่จะเกิดผลลัพธ์เดิมซ้ำในระยะยาวก็ยิ่งชัดเจน) แต่ในโลกของการเงิน ทุกอย่างมีวิวัฒนาการเสมอ
คำถามสำคัญที่นักลงทุนในยุค 2025 ต้องตอบให้ได้ก็คือ สัญญาณสถิติที่เคยแม่นยำถึง 88% ในอดีต จะยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือไม่ในยุคที่ตลาดถูกคุมด้วยเม็ดเงินจากสถาบัน? ท้ายที่สุดแล้ว แม้สถิติจะชี้ว่าโอกาสเป็นใจ แต่การที่ Bitcoin จะพุ่งไปถึง 122,000 ดอลลาร์ได้จริงหรือไม่นั้น อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า “กระแสเงินทุนในโลกแห่งความเป็นจริง” จะตอบสนองอย่างไรในช่วงหลายเดือนนับจากนี้ต่างหาก
สถิติในอดีตเปรียบเสมือนกระจกมองหลังที่ช่วยให้เราเห็นแพทเทิร์นของตลาดได้ชัดเจนขึ้น แต่การลงทุนโดยมองแต่กระจกหลังอย่างเดียวในยุคที่สถาบันการเงินเข้ามามีบทบาทเต็มตัว อาจทำให้เราพลาดพลั้งได้ การที่โมเดลชี้ว่ามีโอกาสถึง 88% ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเสริมความมั่นใจสำหรับคนที่วางแผนถือยาว แต่สำหรับสายเทรด สิ่งสำคัญกว่าสถิติคือการจับตาดูปัจจัยมหภาคอย่างทิศทางดอกเบี้ยของเฟด และตัวเลขเงินเฟ้อควบคู่ไปด้วย เพื่อหาจังหวะเข้าทำกำไรที่ได้เปรียบที่สุด
ที่มา: coinpaper

