สรุปข่าว
- Meta เตรียมหวนคืนวงการคริปโตอีกครั้งในครึ่งปีหลัง 2026 โดยรอบนี้จะไม่สร้างเหรียญเอง แต่จะเลือกใช้ Stablecoin ที่มีอยู่แล้วในตลาด เช่น USDC
- เป้าหมายหลักคือการลดต้นทุนและค่าธรรมเนียมในการโอนเงินข้ามประเทศให้กับเหล่าครีเอเตอร์บน Instagram และ Facebook โดยคาดว่าจะจับมือกับพันธมิตรอย่าง Stripe
- การกลับมาครั้งนี้เป็นผลมาจากความชัดเจนของกฎหมาย GENIUS Act ในปี 2025 ซึ่งแตกต่างจากยุคของ Libra/Diem ที่ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งเบรกจนต้องพับโครงการไปในปี 2022
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
นับเป็น Bullish ต่อตลาด Stablecoin อย่าง USDC และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง แต่เป็น Neutral ต่อ Bitcoin เพราะเน้นการใช้งานจริงมากกว่าการเก็งกำไร
การกลับมาของยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดีย
หลังจากที่เคยบอบช้ำจากความล้มเหลวของโปรเจกต์เหรียญ Libra (เปลี่ยนชื่อเป็น Diem ในภายหลัง) ล่าสุดมีรายงานจากสื่อต่างประเทศหลายสำนักระบุว่า Meta บริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ WhatsApp กำลังซุ่มเตรียมตัวกลับเข้าสู่ตลาด Stablecoin อีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ทว่าในครั้งนี้ พวกเขามาพร้อมกับกลยุทธ์ที่ “ฉลาดขึ้น” และ “เจ็บตัวน้อยลง”
บทเรียนราคาแพงจาก Diem
ย้อนกลับไปในปี 2019 Meta เคยฝันใหญ่ที่จะสร้างระบบการเงินระดับโลกด้วยเหรียญ Libra ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย แต่ความฝันนั้นก็ต้องสลายไปเมื่อเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากรัฐสภาสหรัฐฯ และหน่วยงานกำกับดูแล ที่กังวลว่า Meta จะเข้ามาแทรกแซงอำนาจอธิปไตยทางการเงิน ประกอบกับวิกฤตความเชื่อมั่นจากคดี Cambridge Analytica ทำให้ในที่สุดโปรเจกต์ Diem ต้องถูกขายทิ้งให้กับ Silvergate Capital ในปี 2022 ปิดตำนานความทะเยอทะยานไปอย่างน่าเสียดาย
กลยุทธ์ใหม่: “ไม่สร้างเอง แต่ขอยืมใช้”
เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับหน่วยงานกำกับดูแลแบบในอดีต Meta ในปี 2026 จึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นผู้ใช้งานแบบ “Stablecoin Agnostic” หมายความว่าพวกเขาจะไม่พัฒนาเหรียญขึ้นมาเอง แต่จะเลือกใช้ Stablecoin ระดับท็อปที่มีอยู่แล้วในตลาด (เช่น USDC) ผ่านการเชื่อมต่อกับพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐาน
มีรายงานว่า Meta ได้ทาบทามบริษัทคริปโตหลายแห่ง โดยมีแนวโน้มสูงที่จะจับมือกับ Stripe ซึ่งเพิ่งเข้าซื้อกิจการ Bridge (บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin) ไปเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ Meta ยังได้ดึงตัว Ginger Baker อดีตผู้บริหารจาก Ripple เข้ามานั่งแท่น VP of Product เพื่อขับเคลื่อนโปรเจกต์นี้โดยเฉพาะ
ไฟเขียวจากกฎหมายและการเมือง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Meta กล้ากลับมาเล่นในตลาดนี้อีกครั้ง คือสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เอื้ออำนวยมากขึ้น การผ่านร่างกฎหมาย GENIUS Act ในปี 2025 ช่วยสร้างความชัดเจนให้กับผู้ออก Stablecoin ในสหรัฐฯ ประกอบกับท่าทีที่เป็นมิตรต่อคริปโตของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี Donald Trump ทำให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น
เป้าหมาย: จ่ายเงินครีเอเตอร์และปูทางสู่ Super App
ภารกิจหลักของ Meta ในรอบนี้ ไม่ใช่การสร้างสกุลเงินโลก แต่เป็นการแก้ปัญหา ที่ชัดเจน นั่นคือ “การลดต้นทุนและค่าธรรมเนียมในการโอนเงินข้ามประเทศ” ให้กับครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์ม
การนำ Stablecoin มาใช้จะช่วยให้ Meta จ่ายเงินได้รวดเร็วและประหยัดกว่าระบบธนาคารแบบดั้งเดิมมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น นี่อาจเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยน WhatsApp ให้กลายเป็น “Super App” ที่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ครบจบในแอปเดียว เพื่อเตรียมพร้อมแข่งขันกับแพลตฟอร์ม X ของ Elon Musk และ Telegram ที่กำลังรุกตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซอย่างหนักเช่นกัน
ในมุมมองของผู้เขียน การกลับมาของ Meta ในครั้งนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมากครับ เพราะพวกเขาเรียนรู้ที่จะ “ถอยมารับ” ไม่พยายามท้าทายอำนาจรัฐด้วยการเสกเงินขึ้นมาเอง แต่เลือกที่จะต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้วในตลาด
หากแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานรวมกันกว่า 3,000 ล้านคนอย่าง Meta เริ่มเปิดใช้งาน Stablecoin จริงๆ นี่จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ครั้งประวัติศาสตร์ที่จะพาดิจิทัลแอสเซทเข้าสู่ Mass Adoption อย่างแท้จริง แม้ข่าวนี้อาจไม่ได้ส่งผลให้ราคา Bitcoin พุ่งปรี๊ดในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มันคือการปูพรมแดงต้อนรับคนธรรมดานับพันล้านคนให้ก้าวเข้ามาคุ้นเคยกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและโลกคริปโตนั่นเองครับ
ที่มา: AshCrypto

