สรุปข่าว
- Terra Foundation ยื่นฟ้อง Jane Street ข้อหาซื้อขายหุ้นวงในที่เชื่อมโยงกับการล่มสลายของ UST และ LUNA
- คดีนี้กล่าวอ้างว่า Jane Street มีบทบาทในการทำให้ระบบนิเวศ Terra พังทลายลงเมื่อปี 2022
- แม้ LUNA ตายไปแล้ว แต่คดีนี้อาจสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายสำหรับการซื้อขายหุ้นวงในในตลาดคริปโต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข่าวนี้เป็นเรื่องลบเล็กน้อยสำหรับตลาด เพราะย้ำเตือนถึงความเสี่ยงของ Stablecoin และปัญหาการขาดความโปร่งใสในตลาดคริปโต อาจทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้นในระยะสั้น แต่ผลกระทบจำกัดเพราะ LUNA ตายไปแล้วนานและตลาดก็ผ่านพ้นวิกฤตไปแล้ว
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 Terra Foundation ยื่นฟ้องบริษัทเทรดดิ้งชื่อดัง Jane Street ในข้อหาซื้อขายหุ้นวงใน (insider trading) ที่เกี่ยวข้องกับการล่มสลายของ Stablecoin UST และโทเคน LUNA ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดคริปโต ตามรายงานจาก Watcher.Guru Terra กล่าวหาว่า Jane Street ใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายในเพื่อเล่นตลาดก่อนที่ระบบนิเวศ Terra จะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์เมื่อปี 2022
ย้อนรอย Terra ล่มสลาย เรื่องราวที่เปลี่ยนวงการคริปโตไปตลอดกาล
การล่มสลายของ UST และ LUNA ในเดือนพฤษภาคม 2022 นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างแผลเป็นให้ตลาดคริปโตอย่างหนัก UST ซึ่งเป็น Algorithmic Stablecoin ที่ควรจะยึดมูลค่าไว้ที่ 1 ดอลลาร์ ได้หลุดออกจากการยึดมูลค่าอย่างรุนแรง ทำให้ LUNA ซึ่งเป็นโทเคนพี่น้องที่ใช้รักษาสมดุลของ UST ร่วงลงจากราคาสูงสุดกว่า 100 ดอลลาร์มาอยู่ที่เกือบศูนย์ภายในเวลาไม่กี่วัน นักลงทุนทั่วโลกสูญเสียเงินรวมกันกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ และ Do Kwon ผู้ก่อตั้ง Terra ต้องหลบหนีออกจากประเทศก่อนจะถูกจับกุมในที่สุด
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Do Kwon สามารถโอนเหรียญ Stablecoin มูลค่า 634 ล้านบาทขณะอยู่ในคุกมอนเตเนโกรได้อย่างไร? และยังเคยติดตามเรื่องราวของ Luna Foundation Guard ที่กวาด Bitcoin เพิ่มอีกเกือบ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงที่วิกฤตกำลังเริ่มต้น
Jane Street ถูกกล่าวหาว่ารู้ล่วงหน้าและใช้ประโยชน์จากวิกฤต
ตามคำฟ้อง Terra Foundation อ้างว่า Jane Street ซึ่งเป็นบริษัทเทรดดิ้งที่มีชื่อเสียงในวอลล์สตรีท ได้ใช้ข้อมูลภายในเกี่ยวกับความอ่อนแอของระบบ UST เพื่อเปิดสถานะเทรดที่ได้เปรียบก่อนที่ตลาดทั่วไปจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะเจาะจงของคดียังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่การกล่าวหาประเภทนี้สะท้อนถึงความกังวลที่ว่าตลาดคริปโตยังขาดกลไกการกำกับดูแลที่เข้มแข็งพอที่จะป้องกันการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายใน
Jane Street ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อคำฟ้อง แต่คดีนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดว่าการซื้อขายหุ้นวงในในตลาดคริปโตควรถูกลงโทษอย่างไร โดยเฉพาะในยุคที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
ผลกระทบต่อตลาด Stablecoin และความไว้วางใจของนักลงทุน
แม้ว่า LUNA และ UST จะเป็นเพียงความทรงจำที่ขมขื่นในตลาดคริปโตแล้ว แต่คดีนี้ยังคงส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อ Stablecoin โดยรวม โดยเฉพาะ Algorithmic Stablecoin ประเภทที่ไม่มีสินทรัพย์รองรับแบบเต็มจำนวน ตลาดปัจจุบันได้เรียนรู้บทเรียนและหันไปใช้ Stablecoin ที่มีการรองรับด้วยสินทรัพย์จริง เช่น USDC มากขึ้น ซึ่ง Siam Blockchain ก็เคยรายงานเหตุการณ์คล้าย ๆ กันเมื่อ DEI Stablecoin ของ Deus Finance หลุด Peg ร่วงต่ำกว่า 0.6 ดอลลาร์อย่างรุนแรง
การฟ้องร้องครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดคริปโตเองก็กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกหลายอย่าง รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เราได้รายงานไปก่อนหน้านี้ เช่น การอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ จากเบรุต และ การเตือนของ Trump ต่ออิหร่านเรื่องข้อตอบแทนที่รุนแรง
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าคดีนี้มีความสำคัญมากกว่าที่หลายคนอาจคิด แม้ว่า LUNA จะตายไปแล้วและนักลงทุนส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจอีกต่อไป แต่การที่ Terra กล้าฟ้อง Jane Street ซึ่งเป็นบริษัทเทรดดิ้งระดับโลก แสดงให้เห็นว่ามีหลักฐานที่น่าสนใจจริง ๆ ถ้าศาลตัดสินว่า Jane Street ทำผิดจริง มันจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าการเล่นตลาดคริปโตแบบใช้ข้อมูลภายในไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วรอดแน่นอน
สำหรับนักลงทุนทั่วไป ผมแนะนำให้จับตาดูคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบ Stablecoin โดยรวม โดยเฉพาะถ้ามีข้อมูลออกมาว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้ามาเล่นตลาดคริปโตแบบไม่สุจริต มันก็จะทำให้นักลงทุนรายย่อยอย่างเราระแวดระวังมากขึ้น แต่ในระยะสั้น ผมคิดว่าข่าวนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาคริปโตโดยรวมมากนัก เพราะ LUNA เป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว ตลาดสนใจเรื่องอนาคตมากกว่า

