สรุปข่าว
- นักพัฒนาเริ่มสร้างกระเป๋าคริปโตให้เอไอ ทำให้พวกมันสามารถถือครองสินทรัพย์ เทรด จ่ายเงิน และจ้างงานกันเองได้แบบอัตโนมัติ
- ผู้บริหารจากกองทุนอิเล็กทริกแคปิตอลชี้ว่านี่คือช่องโหว่ใหญ่ทางกฎหมาย เพราะหากเอไอทำผิดพลาดหรือสร้างความเสียหาย เราไม่สามารถลงโทษซอฟต์แวร์ได้
- คริปโตและบล็อกเชนคือจิ๊กซอว์ที่ทำให้เอไอทำธุรกรรมได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้เอกสารยืนยันตัวตน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ข่าวนี้มีผลกระทบต่อตลาดคริปโตในเชิงบวกระยะยาว การเปิดกว้างให้เอไอสามารถทำธุรกรรมทางการเงินและถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลได้ จะเป็นการเพิ่มผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพในการทำธุรกรรมด้วยความเร็วและปริมาณที่เหนือกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว สิ่งนี้จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้งานเครือข่ายและความต้องการเหรียญหลักบนบล็อกเชนต่าง ๆ อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยผลักดันมูลค่าของตลาดคริปโตให้เติบโตอย่างยั่งยืน
คริปโตเคอร์เรนซีไม่ได้เป็นแค่ระบบการชำระเงินที่รวดเร็วสำหรับมนุษย์อีกต่อไป แต่มันกำลังจะกลายเป็นระบบการเงินสำหรับสิ่งไม่มีชีวิตอย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อ AI เริ่มมีความคิดและทำงานได้เองแบบอัตโนมัติ นักพัฒนาจึงเริ่มสร้างกระเป๋าเงินคริปโตให้พวกมันใช้งาน สิ่งนี้เปิดทางให้ซอฟต์แวร์สามารถถือครองสินทรัพย์ จ่ายเงินค่าบริการ เทรดโทเคน หรือแม้กระทั่งจ้างงาน AI ตัวอื่นมาช่วยทำงานได้ ในมุมของเทคโนโลยี ทุกอย่างกำลังลงล็อกและเป็นไปได้จริง แต่ในมุมของกฎหมายกลับกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครตอบได้
ในงานสัมมนาเนียร์คอนปี 2026 ที่ผ่านมา Avichal Garg ผู้บริหารจากกองทุนอิเล็กทริกแคปิตอลได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด โดยชี้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเบื้องหลังธุรกรรมเหล่านั้นไม่มีมนุษย์คอยควบคุมอยู่เลย” Avichal Garg ตั้งคำถาม “ถ้ามันเป็นแค่ชุดโค้ดที่มีกระเป๋าเงินเป็นของตัวเอง และรันคำสั่งเพื่อหาเงินเพิ่มไปเรื่อย ๆ แล้วใครล่ะที่จะต้องเป็นคนรับผิดชอบทางกฎหมายในกรณีที่เกิดความเสียหาย เอาจริง ๆ ตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้คำตอบเหมือนกัน”
ทำไมต้องเป็นคริปโตคู่กับ AI
ระบบคริปโตทำให้เรื่องล้ำยุคแบบนี้เกิดขึ้นจริงได้ในแบบที่ระบบการเงินดั้งเดิมของธนาคารทำไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีบล็อกเชนคือเงินที่ตั้งโปรแกรมได้ สามารถชำระราคาได้ทันทีแบบไม่ต้องรออนุมัติ และเข้าถึงได้จากทุกมุมโลก เมื่อนำความสามารถนี้มาประกบเข้ากับ AI ที่คิดวิเคราะห์และตัดสินใจเองได้ เราจึงได้นวัตกรรมชิ้นใหม่ นั่นคือซอฟต์แวร์ที่ทั้งคิดและทำธุรกรรมการเงินได้ด้วยตัวเอง
Avichal Garg เปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า เทียบเท่ากับการริเริ่มจดทะเบียนบริษัทจำกัดในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางกฎหมายที่ช่วยปลดล็อกการระดมทุนและการเติบโตของอุตสาหกรรมในยุคนั้นเลยทีเดียว ต้นทุนในการเข้ามามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจกำลังลดต่ำลงอย่างมาก จนใครก็ตามบนโลกนี้ที่มีเงินทุนเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้ผ่านเครื่องมือเหล่านี้
ปัญหาโลกแตก คุณจับ AI ติดคุกไม่ได้
แม้เทคโนโลยีจะไปไกลแค่ไหน แต่ปัญหาใหญ่สุดที่รออยู่คือการบังคับใช้กฎหมาย
Avichal Garg ย้ำถึงจุดตายของเรื่องนี้อย่างเห็นภาพชัดเจนว่า “คุณลงโทษ AI ไม่ได้หรอก อย่างมากคุณก็แค่ปิดสวิตช์มัน ซึ่งพวกมันก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนหรือแคร์อะไรอยู่แล้ว”
หากในอนาคตอันใกล้นี้ AI เริ่มเดินหน้าเทรดเหรียญ ปล่อยกู้ จ้างงาน และขยายธุรกิจของตัวเองบนโลกออนเชน ผู้กำหนดนโยบายและนักกฎหมายทั่วโลกจะต้องเผชิญกับคำถามระดับรากฐานที่ว่า ตกลงแล้วใครต้องเป็นคนรับผิดชอบ เมื่อซอฟต์แวร์ที่มีกระเป๋าเงินของตัวเอง ตัดสินใจทำทุกอย่างด้วยตัวมันเองอย่างอิสระ
ที่มา: coindesk
เรื่องนี้คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของโลกการเงินอย่างแท้จริง ลองจินตนาการว่าในอนาคตเราอาจจะเห็นเอไอที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นนักเทรดอิสระ มีเงินทุนตั้งต้นเพียงเล็กน้อย แล้วมันก็ไปเทรดทำกำไรเอง เอาเงินไปจ้างเอไอตัวอื่นทำกราฟิก จ้างเอไออีกตัวทำการตลาด จนกลายเป็นบริษัทขนาดย่อมที่ไม่มีมนุษย์ทำงานอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
ประเด็นทางกฎหมายที่บทความนี้หยิบยกขึ้นมาเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สมมติว่าเอไอตัวนี้ไปทำการเทรดแบบปั่นราคาจนผิดกฎหมาย ใครจะตกเป็นผู้ต้องหา คนเขียนโค้ด เจ้าของกระเป๋าที่โอนเงินทุนตั้งต้นให้ หรือระบบเซิร์ฟเวอร์ นี่คือจุดชี้วัดสำคัญว่าผู้คุมกฎจะรับมือกับนวัตกรรมล้ำยุคนี้อย่างไรในอนาคต

