bitkub-banner

เรือบรรทุกน้ำมันหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซแล้ว หลังสหรัฐฯ เตือนเว้นระยะ 30 ไมล์ทะเล

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ข้อมูลเรดาร์เผยให้เห็นว่าเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซกำลังหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซแล้ว นับเป็นการยกระดับความตึงเครียดที่ชัดเจนขึ้นอีกขั้น
  • สหรัฐฯ ออกคำเตือนให้เรือทุกลำเว้นระยะห่างจากสินทรัพย์ทางทหารในภูมิภาคอย่างน้อย 30 ไมล์ทะเล ส่งสัญญาณว่าปฏิบัติการทางทหารยังคงเข้มข้นต่อเนื่อง
  • ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันเกือบ 20% ของโลก หากปิดตัวหรือหยุดชะงักยาวนาน ตลาดพลังงานและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะได้รับแรงกดดันอย่างรุนแรง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซเป็นสัญญาณ Risk-off ที่รุนแรงมาก นักลงทุนมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตเมื่อเกิดความไม่แน่นอนด้านพลังงานระดับโลก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นยังเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกในระยะสั้น

เช้ามืดวันที่ 1 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ข้อมูลเรดาร์ที่ถูกเผยแพร่โดย The Kobeissi Letter แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซกำลังหลีกเลี่ยงการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้ แม้ช่องแคบแห่งนี้จะไม่เคยปิดตัวโดยสมบูรณ์ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ก็ตาม นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ออกคำเตือนให้เรือทุกลำในพื้นที่รักษาระยะห่างจากสินทรัพย์ทางทหารของตนอย่างน้อย 30 ไมล์ทะเล สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ทางทหารในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังคงร้อนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อการเดินเรือพาณิชย์

จากคำพูดสู่ความเป็นจริง เรือหนีแล้ว ไม่ใช่แค่เตือน

สิ่งที่ทำให้พัฒนาการล่าสุดนี้น่ากังวลกว่าการคาดเดาหรือถ้อยแถลงทางการทูต คือการที่ข้อมูลเรดาร์แสดงพฤติกรรมจริงของเรือพาณิชย์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานและการเดินเรือไม่ได้รอให้ช่องแคบปิดก่อน แต่ตัดสินใจหลีกเลี่ยงความเสี่ยงตั้งแต่ยังมีทางเลือก ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการขนส่งพลังงานทั่วโลกกำลังพุ่งสูงขึ้น และปริมาณน้ำมันที่ไหลเวียนในระบบอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราวเกือบ 20% ของอุปทานโลก เรือที่ต้องการหลีกเลี่ยงจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางซึ่งยาวกว่าเดิมหลายพันกิโลเมตร ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งต่อไปยังราคาน้ำมันในตลาดโลก และท้ายที่สุดกระทบเงินเฟ้อของประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ทั่วโลก รวมถึงไทย

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต เมื่อราคาพลังงานโลกสั่นคลอน

การหยุดชะงักของเส้นทางพลังงานโลกในระดับนี้ส่งผลโดยตรงต่อ Sentiment ของตลาดสินทรัพย์เสี่ยง นักลงทุนสถาบันมักลดความเสี่ยงในพอร์ตลงอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ระดับภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหมายถึงการเทขายหุ้นและคริปโตพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าซาอุดีอาระเบียประกาศเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับสหรัฐฯ ต่อต้านอิหร่าน และให้คำมั่นความสามัคคีกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต และจอร์แดน หลังเหตุโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน อ่านข่าวเดิม

สิ่งที่นักลงทุนคริปโตต้องติดตามในช่วงนี้คือทิศทางราคาน้ำมัน ถ้าราคาพุ่งทะลุระดับสูงสุดใหม่ในเวลาสั้น จะยิ่งเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและอาจดึงให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องทบทวนนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท ในทางกลับกัน ทองคำและ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวอาจได้รับแรงซื้อจากกลุ่มที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะกลาง แต่ในระยะสั้น แรงขายจาก Risk-off มักมาก่อนเสมอ โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานด้วยว่า Bitcoin ยังคงทนแรงกดดันได้ดีแม้เกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยร่วงลงเพียงไม่ถึง 5% และนักวิเคราะห์มองว่าหากยืนเหนือ $60,000 ได้ อาจเห็นการฟื้นตัว


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสัญญาณที่เรือบรรทุกน้ำมันเริ่มเปลี่ยนเส้นทางหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซนี้เป็นสัญญาณที่น่ากังวลกว่าถ้อยแถลงทางการทูตใดๆ เพราะมันคือพฤติกรรมของภาคเอกชนที่ตัดสินใจด้วยเงินจริง ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ สิ่งที่อยากให้จับตาดูคือระยะเวลาที่การหยุดชะงักนี้ยืดเยื้อ ถ้าเกิน 1-2 สัปดาห์ ตลาดพลังงานโลกจะปั่นป่วนหนักมากและกระทบคริปโตต่อเนื่อง แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ตลาดอาจดีดกลับได้พอสมควร สำหรับตอนนี้ขอแนะนำให้ระวังการใช้ Leverage สูงในช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะความผันผวนสูงสามารถล้างพอร์ตได้เร็วมาก