สรุปข่าว
- องค์กร FATF ออกรายงานเตือนว่า Stablecoin กลายเป็นเครื่องมือหลักของกิจกรรมผิดกฎหมายในโลกคริปโต ทั้งการฟอกเงินและการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
- การโอน Stablecoin แบบ peer-to-peer (ไม่ผ่านตัวกลาง) ถูกระบุว่าเป็นช่องโหว่ที่กำกับดูแลได้ยาก เสี่ยงถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
- คำเตือนนี้อาจเร่งให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกออกกฎเข้มงวดต่อ USDT และ USDC ซึ่งอาจกระทบสภาพคล่องและการเข้าถึงของนักเทรด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
คำเตือนจาก FATF สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกพิจารณาออกกฎควบคุม Stablecoin อย่างเข้มข้นขึ้น หากเกิดกฎเกณฑ์ใหม่ที่เข้มงวดต่อ USDT/USDC อาจส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดคริปโตลดลงและนักลงทุนบางส่วนเกิดความกังวลในระยะสั้น
องค์กรพิเศษเพื่อการดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF) ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานการเงินระหว่างประเทศ ได้ออกรายงานฉบับล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2569 เตือนว่า Stablecoin กำลังถูกนำมาใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามรายงานจาก CoinDesk FATF ระบุว่า Stablecoin ได้กลายมาเป็นเครื่องมือหลักของกิจกรรมคริปโตที่ผิดกฎหมาย ครอบคลุมทั้งการฟอกเงินและการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าการโอน Stablecoin แบบ peer-to-peer ที่ไม่ผ่านตัวกลางเป็นช่องโหว่สำคัญที่สร้างความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลอย่างมีนัยสำคัญ
FATF ชี้ Stablecoin ครองพื้นที่กิจกรรมผิดกฎหมายในคริปโต
รายงานของ FATF ระบุว่า Stablecoin โดยเฉพาะ USDT ของ Tether และ USDC ถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือในการโยกย้ายเงินผิดกฎหมายมากกว่าสกุลเงินดิจิทัลประเภทอื่น เนื่องจากมีความเสถียรของราคา ทำให้ง่ายต่อการคำนวณและวางแผนธุรกรรมโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา จุดนี้ทำให้ Stablecoin น่าดึงดูดสำหรับผู้ที่ต้องการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรที่หน่วยงานนานาชาติกำหนดไว้
ประเด็นที่ FATF กังวลเป็นพิเศษคือการโอนแบบ peer-to-peer ซึ่งเป็นการส่งเงินโดยตรงระหว่างบุคคลโดยไม่ผ่านกระดานเทรดหรือตัวกลางที่ต้องยืนยันตัวตน ทำให้ยากต่อการตรวจสอบและติดตามเส้นทางของเงิน หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกจึงมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการฟอกเงิน (AML) และการรู้จักลูกค้า (KYC) กับการทำธุรกรรมในรูปแบบนี้
ผลกระทบต่อตลาดและแนวโน้มกฎหมายที่อาจตามมา
คำเตือนจาก FATF มาในช่วงเวลาที่วงการกำกับดูแล Stablecoin กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เพิ่งออกมาเตือนว่าการใช้งาน Stablecoin อย่างแพร่หลายอาจคุกคามเงินฝากธนาคารและนโยบายการเงินของยุโรป และยังมีรายงานด้วยว่า Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan ได้ออกมาแสดงจุดยืนว่า Stablecoin ที่จ่ายดอกเบี้ยควรถูกควบคุมเหมือนธนาคาร แรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกันนี้ทำให้แนวโน้มที่หน่วยงานกำกับดูแลจะออกกฎเข้มงวดต่อ Stablecoin มีความเป็นไปได้สูงขึ้นมาก
นอกจากนี้ ในระดับนิติบัญญัติสหรัฐฯ ก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญเช่นกัน โดย Siam Blockchain เคยรายงานว่า กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตของสหรัฐฯ กำลังติดขัดอยู่ที่ประเด็นการจ่ายดอกเบี้ยของ Stablecoin การที่ FATF ออกมาเพิ่มแรงกดดันในช่วงนี้อาจเป็นตัวเร่งสำคัญให้รัฐสภาสหรัฐฯ และหน่วยงานในประเทศอื่น ๆ ผลักดันกฎหมายควบคุม Stablecoin ให้คืบหน้าเร็วขึ้น
สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาดูต่อจากนี้
หากนานาประเทศตอบสนองต่อคำเตือนของ FATF ด้วยการออกกฎควบคุม Stablecoin อย่างเข้มข้น เช่น บังคับให้การโอนแบบ peer-to-peer ทุกครั้งต้องผ่านกระบวนการ KYC หรือจำกัดปริมาณการโอนต่อครั้ง อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของตลาดคริปโตทั่วโลก เนื่องจาก USDT และ USDC เป็นสกุลเงินที่ใช้จับคู่ซื้อขายกับเหรียญอื่น ๆ มากที่สุดในตลาด ประเด็นที่ต้องติดตามคือท่าทีของ Tether และ Circle ผู้ออก USDT และ USDC ตามลำดับ ว่าจะตอบสนองต่อแรงกดดันด้านกฎหมายนี้อย่างไร รวมถึงความคืบหน้าของกฎหมาย Stablecoin ในสหรัฐฯ และยุโรปที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคำเตือนจาก FATF ครั้งนี้หนักกว่าที่หลายคนคิด เพราะ FATF ไม่ใช่แค่องค์กรที่ออกมาพูดเตือนเฉย ๆ แต่เป็นองค์กรที่ประเทศสมาชิกจะต้องนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติจริง ถ้าหลายประเทศเริ่มออกกฎเข้มงวดพร้อมกัน ก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่กระดานเทรดบางแห่งต้องจำกัดการถอน Stablecoin หรือเพิ่มขั้นตอน KYC เพิ่มเติม ซึ่งกระทบนักเทรดที่ใช้ USDT/USDC เป็นหลักโดยตรง สิ่งที่ควรจับตาในระยะสั้นคือท่าทีของ Tether และ Circle จะออกมาแถลงตอบโต้หรือยืนยันการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไร เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าตลาดจะตอบสนองในทิศทางใด

